Friday, July 26, 2013

มองเห็นงานวิจัยจาก บอกเล่ามุมมอง....การเดินทางศึกษาเส้นทางจากเชียงใหม่....สู่เชียงรุ้ง ผ่านประเทศลาว โดยรถยนต์ ช่วงวันที่ ๔ – ๘ เมษายน ๒๕๕๕

โดย  พัชริน ดำรงกิตติกุล
รายละเอียดการเดินทาง
เมื่อวันพุธที่ ๔  เมษายน ๒๕๕๕  คณะทำงานเครือข่ายบริหารการวิจัยภาคเหนือตอนบน จาก ๒๕ สถาบัน เจ้าหน้าที่เครือข่ายฯ และผู้ติดตาม  รวมทั้งหมด ๔๔ ท่าน  ได้ออกเดินทางจากเชียงใหม่เวลาประมาณ ๑๑.๐๐ น. โดยรถตู้ ๕ คัน ระยะทางประมาณ ๒๐๐ กม. ถึงจังหวัดเชียงราย   รับประทานอาหารที่แม่ขะจาน  จากนั้นมุ่งสู่ อ.เชียงของ  ระยะทางอีกประมาณ ๑๕๐ กม.  เมื่อผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองแล้ว  ก็ลงเรือหางยาว  ใช้เวลานั่งเรือไม่กี่นาที  ก็ถึงฝั่งประเทศลาว  แขวงบ่อแก้ว  อ.ห้วยทราย  พักที่โรงแรมริมแม่น้ำโขง ๑ คืน  (เป็นคืนที่มีลมแรงฝนตกหนักมาก  ไฟฟ้าดับ  ผู้ที่ไม่นำไฟฉายไป  ก็ต้องคลำหาของในห้อง บางห้องก็มียุงมาร่วมอยู่ด้วย)
วันรุ่งขึ้นพฤหัสที่  ๕  เมษายน ๒๕๕๕  ออกเดินทางตั้งแต่เวลา ๘.๐๐ น. มุ่งไปยังหลวงน้ำทา  เป็นเมืองชายแดนประเทศลาว ห่างจากริมฝั่งโขง  ห้วยทรายประมาณ ๒๒๐ กม.  ระหว่างทางรับประทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหารไทย และเดินทางถึงชายแดนเวลาประมาณ ๑๔.๐๐ น.  สรุปแล้วระยะเวลาทาง ๒๒๐ กม. ในประเทศลาวใช้เวลาเดินทางประมาณ ๕ ชั่วโมง  รอทำวีซ่าหน้าด่าน และตรวจคนเช้าเมืองชั่วโมงกว่า  ออกเดินทางจากด่านตรวจคนเข้าเมืองหลวงน้ำทา  ประมาณ ๑๕.๓๐ น. เดินทางต่อในระยะทาง ๑๙๐ กม. ถึงเมืองเชียงรุ้งประมาณ ๑๘.๓๐ น. (เวลาจีน เวลาไทยคือ ๑๗.๓๐ น.) รวมระยะทางจากเชียงใหม่ไปเชียงรุ้งประมาณ ๗๖๐ กม.
ขากลับออกเดินทางวันอาทิตย์ที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๕  เวลา ๗.๐๐ น. ในจีน  หรือเวลา ๖.๐๐ น. ในไทย ถึงด่านหลวงน้ำทาเวลาประมาณ ๙.๐๐ น. (เวลาไทย) ใช้เวลาตรวจคนเข้าเมือง และรอคนทำวีซ่าหน้าด่านประมาณ ๑ ชั่วไมง  ได้ออกเดินทางจากด่านเวลาประมาณ ๑๐.๐๐ น.  แวะทานอาหารกลางวัน แล้วออกเดินทางถึงท่าเรือห้วยทรายเวลาประมาณ ๑๔.๓๐ น. นั่งเรือข้ามมาไทย รอตรวจคนเข้าเมือง  ออกเดินทางจากเชียงของเวลาประมาณ ๑๕.๓๐ น. ถึง อ.เมืองเชียงรายเวลา ๑๗.๓๐ น. ทานอาหารเย็นในเมืองเชียงราย ออกเดินทางประมาณ ๑๘.๓๐ น. ถึงเชียงใหม่ประมาณ  ๒๑.๓๐ น. สรุปแล้วในวันเดียวสามารถเดินทางโดยรถยนต์ผ่าน ๓ ประเทศ  รับประทานอาหารเช้าในประเทศจีน  อาหารกลางวันในประเทศลาว  และทานอาหารมื้อเย็นที่จังหวัดเชียงราย
สภาพที่เห็นระหว่างการเดินทาง   มองเห็นความแตกต่างระหว่างฝั่งประเทศลาว และประเทศจีนอย่างชัดเจน ประเทศจีนใช้พื้นที่การผลิตอย่างเป็นระบบ  ปลูกกล้วยหอมเป็นระบบอุตสาหกรรม มีการหุ้มห่อเครือกล้วยอย่างดี  มีการจัดการการผลิต  ใช้มุ้งกั้นการเพาะปลูกพืชผัก  การใช้พลาสติกคลุมดิน  ในขณะที่ฝั่งประเทศลาวจะเห็นพื้นว่างเปล่า  เป็นไปตามธรรมชาติ  ถนนฝั่งประเทศจีนมีสภาพดีกว่า  โดยภาพรวมก็จะเห็นความเป็นระเบียบทิวทรรศที่สวยงามน่าชมอย่างยิ่ง   แต่ก็เป็นภาพการปลูกพืชเชิงเดี่ยว  เต็มไปด้วยต้นยางพารา และแปลงปลูกกล้วย
การเดินทางครั้งนี้ได้เห็นสภาพที่แท้จริงของเส้นทางจากเชียงใหม่ เชียงราย เชียงของ เชียงรุ้ง  ช่วงการเดินทางจากห้วยทรายมาถึงหลวงน้ำทา (ระยะทาง ๒๒๐ กม.)  ไม่พบปั้มน้ำมัน  การใช้ห้องน้ำที่มีจำกัด  และสภาพห้องน้ำแบบพื้นบ้านชนบท  สินค้าที่ขาดคุณภาพจำหน่ายในร้านค้า ซึ่งมีอยู่เพียงไม่กี่แห่ง  และขาดสุขอนามัย  คนในแต่ละพื้นที่ มีการดำรงชีวิตและการทำมาหากินอย่างกระจาย อย่างไรก็ตาม  ระหว่างเดินทางโดยรถตู้ในประเทศลาว  คนขับรถต้องระวังลูกหมู  ลูกไก่ ลูกแพะ  และฝูงวัวควาย ตลอดทาง
สาระที่ได้จากการเดินทาง
๑. สถาบันที่จัดการศึกษาสูงสุดในเมืองเชียงรุ้ง เมื่อวันศุกร์ที่  ๖ เมษายน ๒๕๕๕  เวลา ๑๒.๐๐ น. ไปที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาและเทคโนโลยีสิบสองปันนา (Xishuangbanna Vocational and Technical Institute, http://www.xsbnzy.com )   เขานัดให้ไปช่วงพักกลางวัน (๑๒.๐๐ – ๑๕.๐๐ น.)  เป็นช่วงรับประมานอาหารกลางวัน เห็นนักศึกษาถือชามข้าวพร้อมตะเกือบเดินกินกัน  ที่นี่เป็นสถาบันการศึกษาสูงสุดในเมืองนี้  มีนักศึกษาประมาณ ๓๕๐๐ คน ครูประมาณ ๒๐๐ คน เจ้าหน้าที่ประมาณ ๑๐๐ คน สอนระดับ ปวช. และปวส. ใน ๔ คณะ คือ การท่องเที่ยว บริหารธุรกิจ  การเกษตร  และภาษาต่างประเทศ ซึ่งเป็นคณะที่มีคนนิยมมาเรียนมากที่สุด โดยเฉพาะสาขาภาษาไทย ค่าเล่าเรียนปีละประมาณ ๒ หมื่นบาท สำหรับประเทศไทย ระดับ ปวช. ไม่มีค่าเล่าเรียน  นักศึกษามีหอพักติดกับสถานศึกษา  วิทยาลัยกำลังขยายพื้นที่ไปนอกเมืองมีบริเวณประมาณ พันกว่าไร่  วิทยาลัยมีความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาหลายแห่งในประเทศไทย  อาทิ มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทริน (เชียงใหม่) มหาวิทยาลัยขอนแก่น  มรภ.เชียงใหม่ มรภ.เชียงราย มรภ.อุตรดิตถ์ มรภ.เพชรบุรี มทร.ธัญญบุรี  และวิทยาลัยอินเตอร์เทคลำปาง นักศึกษาจีนจะไปเรียนปีสุดท้ายที่ประเทศไทย มี อ.จาง ไปสอนภาษาจีนที่ลำปาง และครูไทยจากวิทยาลัยอินเตอร์เทคลำปาง มาสอนภาษาไทยที่นี่ทุกปี  คือ อาจารย์น้ำฝน (อีเมล nu_num23@hotmail.com)  
ไกด์ของเราที่เชียงรุ้ง ชื่ออียอด เป็นอีสาวตัวดีชาวไทยลื้อ สำเร็จการศึกษาสาขาภาษาไทย  ระดับ ปวช. จากสถาบันแห่งนี้  สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ลึกซึ้ง  และมีความรู้ในพื้นที่ของตนเองดีมาก  นอกจากนี้ยังมีทักษะการค้าขาย  เสมือนกับใช้อาชีพมัคคุเทศก์สร้างช่องทางการตลาดสินค้าท้องถิ่น แบบขายตรง สามารถวิเคราะห์ความต้องการของนักท่องเที่ยวได้อย่างแม่นยำ จึงสามารถขายสินค้าตรงตามความต้องการของนักท่องเที่ยว  โดยรู้ว่านักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เป็นอาจารย์  จึงเสนอขายเครื่องขยายเสียงแบบพกพาขนาดเล็กในราคาเครื่องละ ๑๕๐๐ บาท  และใช้โอกาสการเดินทางช่วงเลยเวลาอาหารเล็กน้อย  เมื่อนักท่องเที่ยวหิว ก็เอื้อเฟื้ออาหารว่างหลากหลายชนิด  เป็นสินค้าที่มีคุณภาพ อาทิ พุดซาจีน  เม็ดบัวแช่อิ่มไม่หวานมาก  แอปเปิ้ลทอดในสูญญากาศที่คงรสชาดธรรมชาติ  เป็นต้น  มาให้ชิม  จนมีการสั่งซื้อสินค้าเป็นของฝาก  นับว่าได้ใช้กลยุทธ์การตลาดที่ใช้ไหวพริบดีมาก
๒. วิสาหกิจชุมชนทำมีดชาวไทยลื้อ น้องแอน ชาวไทยลื้อ มีความสามารถนำเสนอสินค้ามีดหลากหลายรูปแบบ สามารถสาธิตคุณสมบัติของมีด  ได้อย่างสนุกสนาน  จุดเน้นการนำเสนอคือคุณภาพความคมเป็นพิเศษกว่ามีดชนิดอื่นๆ  การออกแบบเพื่อการใช้งานอย่างเหมาะสม  และการนำเสนอขายมีดทั้งชุดที่มีส่วนลด และของแถมด้วย  ทำให้ผู้ฟังยอมรับคุณภาพของสินค้า จนตัดสินใจซื้อกันมากมาย  สังเกตว่าผู้ชายตัดสินใจซื้อมีดมากกว่าผู้หญิง ทำไมจึงเป็นเช่นนี้  
ชุมชนไทยลื้อที่มีวัดเก่าแก่อันสวยงาม กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่มีการขายสินค้าพื้นเมือง  แต่น่าเสียดายที่สินค้าส่วนใหญ่ผลิตมาจากภายนอก มีการผลิตสินค้าในชุมชนเพียงไม่กี่ชนิด เช่น ผ้าปักมือ  ผ้าทอมือ กล้วย มะพร้าวแก้ว   สังเกตว่าผู้อาศัยในชุมชนนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ  อย่างไรก็ตามก็เป็นชุมชนที่น่าอยู่  สะอาดตา ปลูกต้นไม้ไว้อย่างร่มรื่น  จึงเหมาะกับผู้สูงอายุได้อยู่อย่างสงบ สบาย โดยมีนักท่องเที่ยวมาหาซื้อสินค้า  นับว่าเป็นกิจกรรมแก้เหงาให้ผู้สูงอายุ และพอมีรายได้บ้าง
๓. สินค้าเด่นประจำท้องถิ่น  ทุกครั้งมาท่องเที่ยวประเทศจีน  ไกด์ต้องพาไปโรงงานทำหยก  ยาจีน คริสตัล และชาจีน  เป็นสูตรตายตัว  ทุกแห่งมีเทคนิคการนำเสนอจุดเด่นของสินค้าที่มีข้อมูลหลักฐานสนับสนุนการขาย  สร้างความน่าเชื่อถือ  จนนักท่องเที่ยวตัดสินใจซื้อกันมากมาย  และมีความพยายามที่จะปิดการขายได้อย่างมืออาชีพ  อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าแต่ละแห่งได้แสดงความเชี่ยวชาญอย่างโดดเด่นซึ่งต้องใช้เวลาพัฒนาสินค้าและการจัดการมายาวนาน  จนสามารถแสดงความชำนาญที่มีความเก่าแก่ และเป็นสินค้าที่มีรากฐานมาจากพื้นที่ต้นกำเนิด  ถึงแม้ราคาสินค้าจะสูงมาก  (เพราะต้องแบ่งกำไรให้ไกด์หลายคน ทั้งไกด์ไทยและจีน) ผู้ซื้อก็ยอมรับ  เพราะได้สินค้าจากแหล่งผลิตโดยตรง   
สินค้าเพื่อการท่องเที่ยวในจีนดังกล่าว มาจากความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเอาจริงเอาจังของการผลิตสินค้าในท้องถิ่นที่รัฐบาลส่งเสริม  อย่างชัดเจน  ซึ่งประเทศไทยน่าจะได้เรียนรู้นำมาประยุกต์ใช้บางส่วน
สำหรับประเทศไทยมีสินค้าเด่นในแต่ละพื้นที่มากมาย  แต่เป็นจุดเล็กๆ ต่างคนต่างทำ  หากแต่ละท้องถิ่นสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะที่โดดเด่น   โดยมีมหาวิทยาลัยร่วมทำวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างข้อมูลความรู้ เช่นจังหวัดชัยภูมิ เป็นแหล่งปลูกพริก  น่าจะมีหน่วยงานที่เป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าพริกในพื้นที่  ที่จะดึงดูดให้นักท่องเที่ยวอยากไปชมไปศึกษาเรียนรู้ และหาซื้อสินค้าจากพื้นที่แหล่งผลิตวัตถุดิบ  อาจทำเป็นวิสาหกิจชุมชนโดย องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นเริ่มต้นด้วยการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน  มหาวิทยาลัยเข้ามาสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา  กิจกรรมเช่นนี้นับว่าเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน
อย่างไรก็ตามจุดเด่นของประเทศไทย คือ  ความสามารถด้านการบริการของคนไทย (ที่มีอยู่ใน DNA ของคนไทย)  และความเชี่ยวชาญด้านการจัดการด้านสุขอนามัยของประเทศไทย  ประเทศไทยควรดำรงจุดเด่นเหล่านี้และพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ  เพื่อเป็นผู้นำและเป็นแบบอย่างที่ดีของประเทศเพื่อนบ้าน
๔. คุณภาพชีวิตในระหว่างการเดินทาง   อาหารการกิน  ที่พักอาศัย  การใช้ห้องน้ำ  และสุขอนามัย  รวมทั้งการคมนาคม  ระบบการสื่อสาร  ความเป็นมิตร และอัธยาศัยของคนท้องถิ่นนั้น  ประเทศไทยมีสภาพที่ดีกว่า  ไม่แปลกใจเลยที่คนชอบมาอยู่อาศัยในประเทศไทย   เห็นแล้วว่าประเทศไทยมีความสมบูรณ์แทบทุกด้าน ซึ่งน่าจะใช้จุดเด่นนี้มาสร้างคุณภาพชีวิตให้แก่ประเทศเพื่อนบ้านด้วย  
๕. รูปแบบการประชุมคณะทำงานเครือข่ายอุดมศึกษาร่วมกับการเดินทางไกล  เริ่มตั้งแต่วันแรกของการเดินทางมีการประชุมอย่างจริงจัง  ตลอดเวลาการเดินทาง ๕ วันของคณะทำงานได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างสร้างสรรค์  นับว่าเป็นการประชุมที่ยาวนานที่สุด และยังมีความรอบคอบในการตัดสินใจการจัดประชุมวิชาการของอุดมศึกษาทั่วประเทศ  อีกทั้งยังสร้างความสัมพันธ์อันดีของกลุ่มผู้ร่วมเดินทาง ด้วยคุณสมบัติของคณะทำงานเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยในศาสตร์ของตนเอง  จึงมีการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นจากคณะทำงานที่มาจากหลากหลายศาสตร์สาขา  ที่มีประสบการณ์ทำงานในแต่ละพื้นที่ภาคเหนือตอนบน  การเดินทางมาศึกษาดูงานเส้นทางจากเชียงใหม่ เชียงราย เชียงของ เชียงรุ้งของเครือข่ายวิจัยอุดมศึกษาครั้งนี้  ได้เปิดมุมมองและเปิดโอกาสการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของผู้บริหารงานวิจัย   ภายในพื้นที่และบริบทที่แตกต่างทั้งภูมิประเทศ  ภาษา วัฒนธรรม   สิ่งที่มองเห็นจากการสังเกตในร่วมเดินทางครั้งนี้  พบการแลกเปลี่ยนประสบการณ์มาภายใต้สถานการณ์ต่างๆนานา  ทุกท่านมีวิญญาณนักวิจัย ช่างสังเกต  แสวงหาข้อมูลความรู้ตลอดการเดินทางด้วยความสนุกสนานเพลิดเพลินใจ  อีกทั้งยังสร้างความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับผู้พบเห็น  บางท่านซื้อสินค้าเพื่อนำไปเป็นตัวอย่างของการวิจัยทดลอง หาคำตอบที่สงสัย   เป็นธรรมชาติของนักวิจัยอย่างแท้จริง
โดยสรุปการเดินทางศึกษาดูงานครั้งนี้ มองเห็นว่าควรสนับสนุนให้กลุ่มอื่นๆได้มีโอกาสเดินทางเช่นนี้ด้วย  ผู้ที่เดินทางผ่านมาแล้ว  ควรที่จะสะท้อนมุมมองตนเองและถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้รับรู้ด้วย
ทัศนะใหม่การวิจัยในพื้นที่เส้นทาง R3A   น่าจะมีหลักการแนวคิดที่ไม่แข่งขันต่อสู้  เพื่อชิงความได้เปรียบ ไม่น่าจะมีความคิดเรื่อง “การสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน”  แต่มองภาพรวมของการรับประโยชน์ร่วมกันแบบ win-win  โดยทำงานแบบร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ในลักษณะเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการการศึกษา  โดยใช้กระบวนการวิจัยเป็นเครื่องมือ  การพัฒนาหลักสูตรการศึกษาข้ามชาติ  และนำไปสู่การพัฒนาพื้นที่ร่วมกันระหว่างประเทศ  จึงควรมีนักศึกษาของแต่ละประเทศเข้าร่วมอยู่ในกระบวนการวิจัย มองเห็นประเด็นสำคัญดังนี้คือ
  1. การจัดการทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพ  การจัดการน้ำเพื่อการผลิตและการดำรงชีวิตร่วมกัน
  2. การสร้างคุณภาพชีวิต ด้านสุขอนามัย  ความปลอดภัยทางอาหาร ภายใต้ร่ม “ความมั่นคงทางอาหารในพื้นที่แม่น้ำโขง ”
  3. การเชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้มรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาร่วมกัน ทำให้มองเห็นบรรพบุรุษร่วมกัน   โดยสร้างความเข้าใจในความแตกต่างกัน  ด้วยเงื่อนไขต่างๆนานา
หมายเหตุ
  • ฝ่ายนโยบายชาติและความสัมพันธ์ข้ามชาติ สกว.  ได้จัดเวที ASEAN Forum เรื่อง “การจัดการชายแดนในภูมิภาคต่างๆ : บทเรียนต่ออาเซียน” เมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๕ ที่ผ่านมา เพื่อค้นหาประเด็นการวิจัย ซึ่งจะประกาศสนับสนุนทุนวิจัยในเรื่องดังกล่าวเร็วๆนี้
  • สามารถอ่านเกี่ยวกับ   ASEAN Insight ได้ที่
คอลัมน์ ASEAN Insight: รู้อาเซียนอย่างเข้าใจ
วันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม 2012 เวลา 10:53 น.    กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2555
รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล
          รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายชาติ
          และความสัมพันธ์ข้ามชาติ
สกว.
          สวัสดีผู้อ่านทุกท่าน คอลัมน์ ASEAN Insight มาพบกับท่านครั้งนี้ เป็นครั้งแรก และต่อไปเราจะพบกันทุกวันพฤหัสบดีเว้นพฤหัสบดี โดยทีมผู้เขียนสองชุด ซึ่งเป็นนักวิจัยเรื่องอาเซียนจาก
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จะขออาสาพาท่านไปรู้จักและเข้าใจเรื่องราวของอาเซียนอย่างถ่องแท้
          ผู้เขียนชุดแรกจะพาท่านติดตามความรู้เกี่ยวกับปัญหา โอกาส ความท้าทายและการเตรียมการของประเทศไทยในกระแสอาเซียน และอาเซียนพลัสผ่านงานวิจัยหรือประสบการณ์ภาคสนามของนักวิจัยและทีมงานของ
สกว.
          ผู้เขียนชุดที่สองจะนำเสนอบทความซึ่งเน้นความเคลื่อนไหวในองค์กรอาเซียน และประเทศในอาเซียนโดย ซึ่งภายใต้การนำของ ดร.กิตติ ประเสริฐสุข ผู้ประสานงานโครงการ อาเซียน วอทช์ ของ
สกว.นี้ ทั้งสองทีมจะเขียนสลับกันไปทีมละครั้ง
          เมื่อต้องเปิดโจทย์วิจัยเรื่องอาเซียน คำถามแรกคือ จะวิจัยเรื่องอะไร จึงจะใช้ประโยชน์ได้จริงในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปในกระแสอาเซียนและกระแสเอเชีย
          อาเซียนเปิดประตูสามด้าน คือ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ความร่วมมือทางความมั่นคง และความร่วมมือทางสังคมและวัฒนธรรม ขอบเขตของงานวิจัยจึงกว้างมาก งานวิจัยมีหลากหลายกระจัดกระจาย มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่เป็นแนวทางกว้างๆ ไม่ชัดเจนว่าควรจะลงมือทำอะไร อย่างไร ภาคธุรกิจจะใช้โอกาสได้อย่างไร จังหวัดต่างๆ จะเตรียมตัวอย่างไร ภาคประชาชนและท้องถิ่นควรทำอย่างไร รัฐจะสนับสนุนอย่างไร
          ที่ผ่านมา
สกว. ได้จัดเวทีเสวนา 3 ครั้งเพื่อสำรวจว่าเรารู้อะไร และมองหา สิ่งที่เราต้องรู้แต่ยังไม่รู้ สิ่งที่เราต้องแก้แต่ยังไม่รู้ว่าจะแก้อย่างไร ที่เรียกรวมๆ ว่า โจทย์วิจัย ผู้เข้าร่วมเวทีมีทั้งภาควิชาการ ตัวแทนจากภาครัฐ และภาคเอกชน
          หาโจทย์วิจัยจากเวทีเสวนา
          ตัวอย่างผลการจัดเวทีครั้งหนึ่ง สิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน คือ ประการแรก ไทยค้าขายกับอาเซียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ส่วนใหญ่เป็นชิ้นส่วนและส่วนประกอบ (ส่งออกร้อยละ 64.5 นำเข้าร้อยละ 73.4 ของมูลค่าสินค้าส่งออกและนำเข้าทั้งหมดตามลำดับในปี 2552) แสดงถึงการเกิดเครือข่ายการผลิตระหว่างประเทศในอาเซียนเพื่อส่งออกสินค้าสำเร็จรูปไปประเทศนอกอาเซียน แต่อาเซียนยังพึ่งพาตลาดนอกอาเซียนในขั้นสุดท้ายอยู่ดี
          นัยสำคัญคือ ปัจจัยในการกำหนดทิศทางทางการค้าอาจไม่ใช่อาเซียน แต่เป็นประเทศผู้ซื้อสินค้าขั้นสุดท้ายและเครือข่ายการผลิตระหว่างประเทศ ประการที่สอง กฎระเบียบข้อตกลงความร่วมมือต่างๆ เกิดขึ้นมากมายในอาเซียน อัตราการใช้สิทธิของประเทศต่างๆ ยังไม่สูงนักอยู่ที่ประมาณร้อยละ 30 ของมูลค่าการค้าที่เกิดขึ้นจริงและกระจุกตัวในสินค้าบางชนิดเท่านั้น
          ปัจจัยที่กำหนดความต้องการใช้ประโยชน์จากข้อตกลงทางการค้าคือ ส่วนต่างภาษี ต้นทุนการขอใช้สิทธิ และพิธีการศุลกากร สิ่งที่ยังไม่รู้ ก็คือ เมื่อถึงที่สุดแล้วมาตรการต่างๆ เช่น แหล่งกำเนิดสินค้าจะมีผลอย่างไร ซึ่งอาจารย์อาชนัน เกาะไพบูลย์ เสนอว่า อาเซียนควรร่วมมือในด้านการผลิต ไม่ใช่แค่ขยายตลาด ทำให้เกิดคำถามต่อไปว่า ความร่วมมือในการผลิตที่ว่านั้น คือสาขาใด และจะทำอย่างไร
          ด้านภาคบริการ แม้กรอบข้อตกลงมีเป็นจำนวนมาก แต่ในทางปฏิบัติยังดำเนินการไม่เต็มที่เพราะอาเซียนให้ความยืดหยุ่นในทางปฏิบัติ เช่น ในการจัดทำตารางข้อผูกพัน นอกจากนี้ กฎหมายในประเทศก็เป็นอุปสรรคในการปฏิบัติตามข้อตกลง เช่น กฎหมายการถือครองที่ดินซึ่งเกี่ยวข้องกับการเปิดเสรีบริการด้านการลงทุน กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเปิดเสรีด้านการเงิน การยอมรับร่วมกันในมาตรฐานวิชาชีพ การปกป้องผลประโยชน์สายการบินของตนเองในกรณีข้อตกลงการบินระหว่างประเทศ เป็นต้น
          หากพิจารณาปัญหาอุปสรรคดังกล่าว ผู้เขียนคิดว่า เราอาจต้องตั้งต้นจากโจทย์ที่ว่า เราจะหาสมดุลระหว่างการปกป้องภาคบริการในประเทศกับการเปิดเสรีภาคบริการได้อย่างไร เราจะสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคบริการอย่างไร (เพราะบางสาขาเคยมีอำนาจผูกขาดหรือกึ่งผูกขาดจากนโยบายรัฐ) และเราจะปกป้องสิทธิของประชาชนไทยอย่างไร เช่น การเป็นเจ้าของที่ดิน การเข้าถึงบริการทางการแพทย์อย่างมีคุณภาพ (เพราะโดยแท้จริงแล้ว แม้ไม่มีอาเซียน ไทยก็ยังแก้ปัญหาตัวเองไม่ลุล่วง)
          หาโจทย์วิจัยจากพื้นที่
          อีกทางหนึ่ง
สกว.พยายามหาโจทย์วิจัยจากพื้นที่ เราได้พบผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ประกอบธุรกิจข้ามพรมแดนอยู่ก่อนแล้ว และพบปัญหา 3 ประการ ประการแรก เอสเอ็มอีรู้สึกว่าไม่ได้ประโยชน์และอาจเสียประโยชน์จากอาเซียน เพราะบริษัทรายใหญ่ของไทย จีน และเวียดนามรุกเข้าไปลาวมาก การทำธุรกิจบนความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นทางการแบบเดิมกลับเสียประโยชน์เพราะกติกาและกฎระเบียบเปลี่ยนไป ประเทศเพื่อนบ้านเองก็ปรับกฎระเบียบใหม่ ผู้ประกอบการเดิมแข่งขันไม่ได้ หากจะเข้าไปลงทุนก็เข้าไม่ถึงข้อมูล หน่วยงานภาครัฐไทยมักให้ข้อมูลเชิงหลักการหรือวิชาการ
          ประการที่สอง ดูเหมือนผู้ได้ประโยชน์จากอาเซียนจะเป็นผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ในกรุงเทพฯ ที่เข้าถึงข้อมูลและสามารถปฏิบัติได้ตามระเบียบ ประการที่สาม กรุงเทพฯ คือศูนย์กลางของการตัดสินใจทั้งปวง เช่น การแก้ไขปัญหาการจัดการที่ระดับด่านชายแดนบางเรื่อง หน่วยงานในพื้นที่ไม่มีอำนาจ ต้องให้รัฐส่วนกลางตัดสินใจ
          แต่บางครั้ง กรุงเทพฯ ก็ตัดสินใจไม่ได้ เพราะหลายหน่วยงานประสานงานกันไม่ได้ ขณะที่เพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย หรือลาว สามารถตัดสินใจในหลายๆ เรื่องได้ในระดับท้องถิ่น โดยรัฐท้องถิ่นหรือเจ้าแขวง หากมองเปรียบเทียบเช่นนี้ ความสามารถในการปรับตัวของประเทศไทยอาจจะไม่ทันการณ์เท่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะการจัดการด่านและเมืองชายแดน
          งานต่อจากนี้
          
สกว.ยังไม่ได้ลองดูจากมุมชาวบ้าน นอกจากนี้ยังมีมิติด้านความมั่นคง มิติทางสังคมและวัฒนธรรม ทั้งหมดนี้ต้องประมวลและสนับสนุนการวิจัยเพื่อคลี่คลายความไม่เข้าใจ วิจัยเพื่อหาเครื่องมือกลไกในการคลี่คลายปัญหา และที่สำคัญ ต้องหาภาคีความร่วมมือที่จะเป็นผู้เล่นหลักในการใช้ข้อมูลจากงานวิจัยเพื่อเปลี่ยนแปลง แก้ไขปัญหา ขจัดอุปสรรค และสร้างโอกาสให้กับคนของประเทศ โดยต้องรู้ว่าจุดเปลี่ยนอยู่ที่ระดับใด เจ้ากระทรวง หรือปลัดกระทรวง หรือหน่วยงานวางแผนในกระทรวง หรือการแก้ไขปัญหาจะอยู่ที่ระดับพื้นที่ หรืออยู่ที่ปัจเจกและภาคเอกชน
          ผู้เขียนจะพยายามต่อภาพจากงานวิจัยด้วยความมุ่งหวังจะให้นักวิจัยช่วยกันสร้าง แผนที่เดินทางสู่อาเซียนในกระแสเอเชีย โดยไม่ลืมที่จะมองจีน เกาหลี และญี่ปุ่นควบคู่กันไปด้วย คงจะได้นำข้อมูลเหล่านั้นมาถ่ายทอดสู่ผู้อ่านต่อไป
          "แม้อาเซียนจะมีกรอบข้อตกลงในภารบริการจำนวนมาก แต่ในทางปฎิบัติยังทำไม่ได้เต็มที่อุปสรรคอย่างหนึ่งคือ กฎหมายในประเทศ"


คอลัมน์ ASEAN Insight: ผู้ค้าจีนระลอกใหม่กับตลาดจีนชายแดนไทยลาว
วันพฤหัสบดีที่ 08 มีนาคม 2012 เวลา 09:17 น.  กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 08 มีนาคม พ.ศ. 2555  

ดร.อรัญญา ศิริผล, อ.สุนันทา แย้มทัพ     นักวิจัยฝ่ายนโยบายชาติและความสัมพันธ์ข้ามชาติ สกว.
          คอลัมน์ ASEAN Insight วันนี้ขอชวนผู้อ่านไปเยือนชายแดนไทย-ลาว แถบ อ.เชียงของ จ.เชียงราย ข้ามฝั่งลาวไปยังห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ประเทศลาวทางตอนเหนือ เพื่อแนะนำให้รู้จัก ตลาดจีน ที่นั่น
          ดูเผินๆ ตลาดจีนที่ขายสินค้าจีนในลาวตอนเหนืออาจไม่ต่างอะไรกับการกระจายสินค้าจีนไปขายทั่วโลก แต่ตลาดจีนแห่งนี้ รวมถึงตลาดจีนอีกหลายๆ เมืองในลาว อาทิเช่น ปากแบ่ง หลวงน้ำทา บ่อเต็น อุดมไซย หลวงพระบาง เวียงจันทน์ ปากเซ ที่กำลังเฟื่องฟูอย่างมากหลังทศวรรษ 2000 ไม่ได้เป็นแค่แหล่งขายและกระจายสินค้าจีนเท่านั้น แต่ยังเป็นการขายโดย ผู้ค้าจีน ที่เพิ่งอพยพเข้ามาในช่วงไม่เกิน 10 ปีที่ผ่านมา ภายหลังเปิดชายแดนจีน-ลาวและลุ่มน้ำโขงตามนโยบายเปิดชายแดนทางเศรษฐกิจของประเทศจีนและลุ่มน้ำโขง
          ตลาดจีนกับผู้ค้าจีนกำลังเป็นปรากฏการณ์ใหม่ ที่สะท้อนการไหลบ่าของคนจีนอพยพระลอกใหม่เข้าสู่ประเทศลุ่มน้ำโขง ที่ชวนให้ตั้งคำถามว่า การไหลบ่าเหล่านี้จะกระทบอะไรกับอนาคตเศรษฐกิจชายแดน หรือมีบทเรียนอะไรที่น่าสนใจแก่เรา
          ความจริงแล้ว ตลาดจีนในห้วยทรายตั้งขึ้นมาได้กว่าสิบปีแล้ว แต่มาเฟื่องฟูเอาจริงๆ ในช่วง 2-3 ปีหลัง ในช่วงที่ถนนสาย R3A ถนนสายหลักเชื่อมต่อจีนตอนใต้ ลาวและไทยแล้วเสร็จมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของจีนต่อชายแดนลาว ปัจจุบัน มีผู้ค้าจีนกว่า 100 คนเช่าห้องขายของ
          ประเภทหลักๆ คือ คอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์เสริม รถยนต์มินิแบบจีน เครื่องมือการเกษตร เสื้อผ้าแฟชั่น รองเท้า เครื่องใช้อุปโภคบริโภค ให้แก่ลูกค้า ทั้งคนไทย และคนลาวที่มาจากทุกสารทิศ เจ้าของตลาด คนจีนจากหูหนานยังเตรียมขยายพื้นที่ โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลท้องถิ่นยูนนานให้งบประมาณจำนวนหนึ่งมาช่วยปรับปรุงตลาด เพื่อเปิดรับผู้ค้าจีนที่กำลังทยอยเข้ามาทำมาหากินในเขตลุ่มน้ำโขงอีกด้วย
          ผู้ค้าจีนที่มาตั้งร้านส่วนใหญ่มาจากจีนตอนใต้และตะวันออกเฉียงใต้ เช่น มณฑลหูหนาน เสฉวน เจ้อเจียง หูเป่ย กวางตุ้ง กวางสี อันฮุย เจียงซี ภายหลังถนนสายไฮเวย์ในจีนตอนใต้ (เป็นส่วนหนึ่งของ R3A) เสร็จสิ้น พวกเขาใช้เส้นทางบกจากยูนนาน เข้าสู่สิบสองปันนา ข้ามชายแดนจีนที่เมืองล่า ผ่านด่านในเขตบ่อหาน-บ่อเต็น ชายแดนจีน-ลาว เข้าสู่เมืองหลวงน้ำทา ไปยังเขตห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว และมีคนจีนจำนวนไม่น้อยลงไปไกลถึงปากแบ่ง หลวงพระบาง เวียงจันทน์ ตอนกลางของลาว
          คนจีนเหล่านี้ถือว่าเป็นกลุ่มฐานะปานกลางและต่ำ อาจแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มแรก เป็นเกษตรกรในชนบท หรือเป็นลูกหลานเกษตรกรในเขตชนบทที่บางส่วนเริ่มหลุดออกจากที่ดินทำกินของตน หรือบางส่วนเป็นกลุ่มคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ๆ ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจไม่สูง จบการศึกษาในจีน แต่หางานทำไม่ได้ จึงทดลองหาอะไรใหม่ๆ
          บางส่วนเป็นคนเดินทางแบบ เสื่อผืนหมอนใบ มาหาที่ใหม่ทำกิน ทดลองลู่ทางการค้าอย่างระมัดระวัง กับ กลุ่มที่สอง เป็นกลุ่มผู้ค้าจีนที่ขายของในตลาดเล็กๆ ในเมืองตอนใต้และตะวันออกเฉียงใต้ของจีน แต่เกิดปัญหาการแข่งขันทางเศรษฐกิจเข้มข้น จนไม่สามารถสู้กับผู้ค้าจีนที่มีทุนสูงกว่าได้ หรือหากทำกิจการก็อาจไม่กำไรมากพอในเชิงเปรียบเทียบ จึงตัดสินใจหาทางเลือกอื่น ด้วยการทดลองตลาดใหม่ๆ ที่ยังไม่มีคนจีนหรือผู้ค้าอื่นมากนัก
          เมื่อชายแดนทางบกระหว่างจีน-ลุ่มน้ำโขงเปิดขึ้นอย่างเต็มที่หลังทศวรรษ 2000 เป็นต้นมา คนจีนเหล่านี้จึงทยอยไหลบ่าลงมา พวกเขาเลือกชายแดนไทย-ลาวด้วยเหตุผลหลักๆ คือ ที่อื่นมีคนจีนเข้าไปอยู่และขายของเต็มไปหมด แต่ชายแดนไทย-ลาวเพิ่งเปิดและในลาวยังมีคนจีนน้อย จึงเป็นโอกาสอันดีที่คุ้มต่อการเสี่ยง
          อีกประการ คือ มาเพื่อรออนาคต 2 ส่วน คือ 1. รออนาคตที่ผลิดอกออกผลจากการที่รัฐบาลจีนให้ความช่วยเหลือแก่รัฐบาลลาวในการพัฒนาประเทศลาวอย่างมาก ซึ่งคนจีนเชื่อว่า จะเกิดการพัฒนาในลาวอย่างกว้างขวาง และสิ่งเหล่านี้ จะเปิดทางให้คนจีนได้ประโยชน์ในการทำมาหากินในลาว และ 2. รออนาคตจากสะพานมิตรภาพไทย-ลาว เชียงของ-ห้วยทรายเสร็จ (คาดว่าปลายปี พ.ศ. 2555) เพื่อเชื่อมจีน-ลาว-ไทยเข้าด้วยกันอย่างแท้จริง ซึ่งส่งผลต่อเนื่องให้คนจีนได้เข้ามายังไทยได้ง่ายและสะดวก รวดเร็วขึ้น
          ความน่าสนใจอยู่ที่ว่า แม้กลุ่มผู้ค้าจีนเหล่านี้เพิ่งเข้ามาในช่วงสั้นๆ และยังอยู่ในช่วงตั้งตัว แต่คนจีนเหล่านี้กลับได้สร้าง วัฒนธรรมทางเศรษฐกิจจีน ขึ้นบริเวณชายแดนไทยลาวอย่างกว้างขวาง ผ่านการใช้แบบแผนวัฒนธรรมจีนและเครือข่ายความสัมพันธ์ทางการค้าอันหลากหลาย เช่น สร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ส่วนบุคคล เครือญาติ บ้านเกิด และสมาคมหอการค้าในการทำการค้าระหว่างกัน และยังหยิบใช้แบบแผนวัฒนธรรมจีนที่ช่วยสร้างความสำเร็จทางเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็วในช่วงเวลาสั้นๆ อีกด้วย
          คนจีนหลายครอบครัวในเขตห้วยทรายสามารถเก็บหอมรอมริบจากการค้าเล็กๆ จนสามารถเปิดธุรกิจโรงแรม เรือนพักในห้วยทรายได้สำเร็จ บางส่วนสร้างร้านค้า ทำธุรกิจท่องเที่ยวประกอบ ผู้ค้าจีนในตลาดสามารถขายปลีกและส่งสินค้าเครื่องจักรกล เครื่องปั่นไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าที่คนลาวจากบนภูเขาและเขตชนบทมาหาซื้อกลับไปใช้ที่บ้านในราคาที่ไม่แพงมากนัก ผู้ค้าจีนอีกหลายต่อหลายกลุ่มกลายเป็นผู้ค้าแหล่งขายส่ง กระจายแฟชั่นเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ที่ทำยอดกำไรจากการขายในเขตลาวตอนเหนืออย่างรวดเร็ว
          ความสำเร็จทางเศรษฐกิจของคนจีนเหล่านี้ชวนให้ตั้งคำถามต่ออนาคตอันใกล้ของคนลาวและชนชายแดนไทย-ลาวได้อย่างน้อยสองประการ คือ ประการแรก ภาพที่ปรากฏชัด คือ ผู้ค้าจีนเหล่านี้เข้ามาทำมาหากินในช่วงเวลาสั้นๆ แต่กลับมีศักยภาพในการสร้างเนื้อสร้างตัวจนประสบความสำเร็จ ที่สำคัญ คนจีนเหล่านี้กำลังทำให้เศรษฐกิจของลาวและชายแดนแถบนี้กลับมาเติบโตคึกคักขึ้นอย่างรวดเร็ว
          ความสำเร็จทางการค้าของคนจีน ถูกเชื่อกันว่า มาจาก แบบแผนทางวัฒนธรรมของจีน ที่วางอยู่บนการปฏิบัติตัวตามคุณค่าความเป็นจีน ลัทธิขงจื๊อ การค่อยๆ สะสม และทำงานอย่างหนัก เก็บเล็กผสมน้อย อดออมจนสามารถสร้างตัวได้สำเร็จ ไม่ว่าแบบแผนนี้จะจริงหรือไม่ แต่สิ่งเหล่านี้ กำลังกลายเป็น ตัวแบบ (Model) ที่เป็นไปได้สำหรับคนลาวและชนชายแดน และกลายเป็นบทเรียนที่น่าสนใจในการมองดูความกระตือรือร้นในความสำเร็จทางการค้าของผู้ค้าจีนเหล่านี้
          ประการที่สอง หากผู้ค้าจีน และ วัฒนธรรมทางเศรษฐกิจของจีน ประสบความสำเร็จมากขึ้นเรื่อยๆ ในแถบนี้ เราอาจจะพบแนวโน้มและผลกระทบที่น่าเป็นห่วงต่อระบบเศรษฐกิจชายแดนเช่นกัน เพราะปัจจุบันผู้ค้าจีนใน-นอกตลาดจีนกำลังสร้างสรรค์ระบบเศรษฐกิจชายแดนให้เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเติบโตของปริมาณการขายสินค้าจีนผ่านระบบขายปลีกและส่งให้แก่ผู้ค้ารายย่อยคนลาว เพื่อนำไปขายต่อยังนอกเขตเมือง บนภูเขา และผู้ค้ารายย่อยคนไทยข้ามฝั่งต่างกำลังเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง
          ปัจจุบัน ผู้ค้ารายย่อยชาวลาวเริ่มเปลี่ยนรูปแบบการค้าจากเดิมเคยสั่งซื้อสินค้าไทย เปลี่ยนไปซื้อสินค้าจีน แล้วนำไปขายต่อยังเขตรอบนอก แม้ว่าจะยังเชื่อกันว่า สินค้าจีนมีคุณภาพต่ำกว่าสินค้าไทย แต่เพราะราคาถูกและหาซื้อได้ง่าย ผู้บริโภคชาวลาวจึงนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในแง่นี้ นอกจากสินค้าไทยจะได้รับความนิยมน้อยลง ยอดขายตกลงแล้ว
          ที่น่าสนใจไปกว่า คือ แนวโน้มจากการที่ผู้ค้าจีนกำลังมีอิทธิพลมากขึ้น ประกอบกับการค่อยๆ สร้างวัฒนธรรมทางเศรษฐกิจขึ้นมาที่ชายแดน เริ่มมีทุนสะสมมากขึ้น กำลังทำให้แม่ค้าทั้งไทยและลาวที่เคยทำการค้าบริเวณชายแดนไม่สามารถแข่งขันสู้กับผู้ค้าจีนได้ และอาจนำไปสู่การรื้อระบบการค้าชายแดนแบบเดิม ที่เคยอยู่บนฐานความสัมพันธ์เชิงเครือญาติสองฟากฝั่ง ซึ่งอาจเกิดผลต่อเนื่องกับแม่ค้าไทย-แม่ค้าลาวที่ไม่อาจแข่งขันทางการค้ากับผู้ค้าจีนได้ จนในที่สุด ต้องเปลี่ยนอาชีพ และนำไปสู่ผลกระทบอื่นๆ ตามมา
          ปัจจุบันแม่ค้าลาวในตลาดลาวที่เคยขายสินค้าไทยเริ่มไม่สามารถแข่งขันทางการค้ากับผู้ค้าจีนในตลาดจีนได้ จำต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น เปลี่ยนอาชีพ เปลี่ยนสินค้าที่ขาย หรือเปิดบ้านให้คนจีนเช่าหน้าร้านเพื่อขายของแทนอาชีพเดิมของตน เพื่อปรับตัวกับสภาวการณ์เศรษฐกิจการค้าชายแดน ที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
          "แนวโน้มจากการที่ผู้ค้าจีนกำลังมีอิทธิพลมากขึ้นอาจนำไปสู่การรื้อระบบการค้าชายแดนแบบเดิม"

No comments:

Post a Comment