(สาระสำคัญจากหนังสือ “กระบวนการงานวิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่: แนวทางการพัฒนางานวิจัยเพื่อรับใช้สังคม” เขียนโดย รศ.ดร.สุธีระ ประเสริฐสรรพ์)
โดย ผศ.พัชริน ดำรงกิตติกุล
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
กรกฎาคม ๒๕๕๖
สถาบันการศึกษาหลายแห่งกำลังจัดประชุมวิชาการในช่วงนี้ จึงได้อ่านผลงานวิจัยที่ส่งมาพิจารณาเพื่อคัดเลือกนำเสนอในการประชุมวิชาการแวดวงการวิจัยเพื่อการพัฒนาชุมชน ท้องถิ่น ก็ยังพบผลงานวิจัยแบบเดิมๆ คือ ไปสำรวจข้อมูลในพื้นที่ แล้วมาเขียนรายงาน บางเรื่องดูเหมือนไปทำวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมกับคนในชุมชนท้องถิ่น แต่ก็เพียงไปคุยเพื่อเก็บข้อมูล รับฟังปัญหา และรับข้อเสนอแนะ มาเขียนรายงาน โดยขาดการวิเคราะห์เชิงระบบที่มีความสัมพันธ์กันอย่างซับซ้อน และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้นข้อมูลหรือชุดความรู้เหล่านั้นที่ผู้วิจัยพบในขณะนั้น ก็นำไปใช้ประโยชน์ไม่ได้ เป็นความสูญเปล่าของการทำวิจัย
จึงสกัดสาระสำคัญจากหนังสือ“กระบวนการงานวิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่: แนวทางการพัฒนางานวิจัยเพื่อรับใช้สังคม” เขียนโดย รศ.ดร.สุธีระ ประเสริฐสรรพ์ ซึ่ง สกว.ได้จัดพิมพ์ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ และได้แจกจ่ายไปยังหัวหน้าโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่ไปแล้ว และสามารถอ่านบางส่วนได้จากบทความ รับเชิญในวารสารวิจัยเพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่ ฉบับที่๕ ปีที่๕ พฤษภาคม–มิถุนายน ๒๕๕๖ เรื่อง“ศิลป์และศาสตร์ของงานวิจัยเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่” ได้ที่ http://abcjournal.trf.or.th/attachments/article/392/p124.pdf
เอกสารฉบับนี้จะสกัดเฉพาะสาระสำคัญ (ที่อยู่ในกรอบ) เพื่อให้ผู้อ่านได้สารสำคัญที่สามารถอ่านจบได้ในเวลาสั้น ก่อนที่จะไปอ่านหนังสือฉบับเต็ม
“กระบวนการงานวิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่” (ABC) มีความซับซ้อน จึงต้องมีระบบจัดการวิจัยในสถาบันวิจัย
งาน ABC เป็นงานท้าทายอย่างมาก นอกจากจะเป็นของใหม่ในวงการวิชาการบ้านเราแล้ว ชุมชน พื้นที่ ท้องถิ่น ยังมีสภาพพลวัตอีกด้วย นักวิชาการในมหาวิทยาลัยต้องตามให้ทันการเปลี่ยนแปลง เพราะไม่สามารถนั่งจินตนาการสร้างงานวิจัย ABC ในห้องสี่เหลี่ยมได้ แต่การเข้าสู่ชุมชน เพื่อพัฒนางานวิจัยแบบ ABC นั้นไม่ใช่ของง่ายเลย ผมเชื่อว่ามหาวิทยาลัยควรมีหน่วยงานที่รับผิดชอบ งานวิชาการรับใช้สังคม หน่วยงานนี้นอกจากช่วยนักวิจัยพัฒนางานแบบ ABC แล้ว ก็ควรสร้างความรู้ ในกระบวนการจัดการด้วย
ความหมายของ “กระบวนการงานวิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่” แตกต่างจากวิธีการวิจัยแบบเดิมๆ ที่ยึดติดตัวเครื่องมือ ระเบียบวิธีวิจัยที่เหมือนกัน เพราะเข้าใจว่าเป็นกระบวนการที่มีมาตรฐานคุณภาพ เหมือนการผลิตสินค้าในอุตสาหกรรม แต่งานวิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่ ทำงานกับความหลากหลายของผู้คนในสังคม ชุมชน ที่แตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น แต่ละพื้นที่ ที่มีองค์ประกอบไม่เหมือนกัน และพลวัตที่แตกต่างกัน ดังปรากฏในภาพ และคำอธิบายของ รศ.ดร.สุธีระ ประเสริฐสรรพ์
ด้านล่างและด้านซ้ายคือมีความร่วมมือกันบนฐานของพื้นที่ เพื่อร่วมกันทำวิจัยให้ได้ความรู้และใช้ความรู้สู่การพัฒนาพื้นที่ โดยใช้ความรู้นั้นจัดการกับทรัพยากรที่มีอยู่ (ดูการไหลวนของลูกศรในรูป) งาน ABC ต่างจากการพัฒนาพื้นที่ที่ผ่านมา เพราะ ABC มีวิจัยอยู่ตรงกลางเป็นเครื่องมือไปสู่ความรู้ การพัฒนาบนฐานข้อมูลและความรู้จะทำให้งานพัฒนามีประสิทธิภาพและเกิดผลสัมฤทธิ์สูง
ผมขอทำความเข้าใจว่า เป้าหมายของการพัฒนาพื้นที่แบบ ABC ไม่ได้อยู่ที่การพัฒนาโครงสร้างกายภาพเป็นหลัก แต่อยู่ที่สังคมที่อยู่เย็นเป็นสุข
ทำไมต้อง “ทำวิจัย” บางคนบอกว่าทำวิจัยเสียเวลา ทำงานพัฒนาพื้นที่ไปเลยจะเห็นผลเร็วกว่า นักวิชาการบางคนคิดว่า ต้องทำวิจัย เพราะเป็นตัวชี้วัดของมหาวิทยาลัย
งานวิจัยจะทำให้มีความคิดเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น สามารถเห็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน คือเข้าใจปัญหาอย่างเป็นระบบมากขึ้น หากทุกกลไกพัฒนาเข้าใจอย่างนี้ การใช้ทรัพยากรในงานของตนจะเสริมพลังกับผู้อื่น ทำให้งานพัฒนามีประสิทธิผลมากขึ้น ดังนั้น สำหรับผมแล้วภาคีที่ควรเรียนรู้มากที่สุดคือกลไกพัฒนาภาครัฐ เพราะเป็นกลไกที่มีทั้งอำนาจ หน้าที่ และทรัพยากรในการพัฒนา
การร่วมมือกันทำวิจัย เป็นการพัฒนาคน ด้วนการเรียนรู้การพัฒนาพื้นที่ภายใต้บริบทเดียวกัน
การร่วมมือกันทำวิจัยนอกจากได้ความรู้แล้ว ทุกคนยังได้เรียนรู้กระบวนการหาความรู้ ซึ่งผมถือว่าเป็นอานิสงค์ยิ่งใหญ่ในการพัฒนาคน เพราะงานวิจัยสร้างระบบคิดให้คนชนิดที่การศึกษาทั่วไปไม่สามารถให้ได้ การทำงาน ABCR for D จึงเป็นการศึกษาของทุกคนที่ร่วมในกระบวนการ การหาความรู้ด้วยกันทำให้ความรู้ถูกยอมรับจากทุกคน จึงไม่มีใครเกี่ยงงอนตอนเอาความรู้ไปใช้ ซึ่งต่างจากที่ผ่านมา ที่ความรู้ผลิตจากที่หนึ่ง ผู้เกี่ยวข้องไม่รับทราบ เมื่อเอาไปให้ใช้จึงถูกระแวงว่าเป็นความรู้ที่ไม่มีบริบทจริง จะใช้ได้จริงหรือไม่ก็ไม่รู้ และเราเองก็มีบทเรียนจำนวนมากที่เอาความรู้ที่ไม่มีบริบทไปใช้
การตั้งโจทย์วิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่ ต้องมองเห็นสถานการณ์ที่ซับซ้อน มีหลากหลายมิติ ต้องคิดเชิงระบบ
งานวิจัยที่ผ่านมาเน้นการสร้าง “ความรู้” ด้วยการหารูปแบบเดียวกันไปใช้ในทุกพื้นที่ เหมือนการผลิตสินค้าที่ได้มาตรฐานไปขายทั่วโลก สถานการณ์ที่เป็นจริง คือ “ความรู้” ที่นำไปพัฒนาพื้นที่ที่มีความหลากหลาย ซับซ้อน มีลักษณะการเปลี่ยนแปลงแตกต่างกันไปตามเงื่อนไขของแต่ละพื้นที่ เป็น “อนิจจัง” ดังนั้นคนในพื้นที่จึงต้องมีทักษะการเรียนรู้วิธีการสร้าง “ความรู้” ที่เหมาะกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้นการตั้งโจทย์วิจัยจึงต้องเข้าใจสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลง
การทำวิจัยคือการใช้ความรู้หาความรู้ (บางท่านพูดว่าใช้ปัญญาสร้างปัญญาที่สูงขึ้น) แต่การแก้โจทย์ที่ต้องใช้ความรู้มีมากมาย ดังนั้น ต้องเข้าใจในหลักการว่าโจทย์วิจัย ABC ต่างจากโจทย์อื่นที่ต้องมีผู้ร่วมทำ(เรียนรู้) และมีบริบท โดยบริบทกำกับการหาความรู้ หมายความว่า แม้เป็นงานวิจัยได้รางวัลระดับชาติ แต่หากไม่เกิดการพัฒนาคน(ในพื้นที่)และพื้นที่ งานวิจัยนั้นไม่ใช่ ABC
โจทย์ ABC ควรเป็นโจทย์ที่มีผลกระทบต่อคนจำนวนมาก หากเป็นไปได้ควรเป็นโจทย์ที่ให้คำตอบเชิงนโยบายที่นำไปสู่การปฏิบัติของกลไกพัฒนาในพื้นที่ คำตอบแบบนี้เป็นคำตอบเชิงยุทธศาสตร์ที่นำไปสู่แผนพัฒนา เพื่อกลไกจะได้จัดสรรทรัพยากรได้ถูก
ความหมายที่แท้จริงของ “การมีส่วนร่วม”
นักวิจัยจำนวนมากเข้าใจว่า การเชิญคนในท้องถิ่นมาบอกปัญหา และประชุมหารือกันว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร เป็นกระบวนการแบบมีส่วนร่วมแล้ว แท้ที่จริง “การมีส่วนร่วม” มีความหมายลึกซึ้งกว่านี้
1. การร่วมวิเคราะห์พื้นที่เพื่อก่อโจทย์และกําหนดเป้าหมาย
.....บริบททางสังคม (social context) เป็นเรื่องที่เข้าใจเฉพาะ “คนใน” เท่านั้น และเนื่องจากบริบทความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นเงื่อนไขและปัจจัยสำคัญต่อการทำงานวิจัย ABC ดังนั้น นักวิจัยจึงต้องรับฟังเรื่องราวจากพื้นที่ การตีความต้องทำอย่างรอบคอบและควรยืนยันความถูกต้องจากพื้นที่ ให้พื้นที่กําหนดเป้าหมายเอง (นักวิจัยให้ความเห็นได้) งานของนักวิจัย คือ ประมวลข้อมูลพื้นที่และเป้าหมายมาเป็นโจทย์วิจัย แล้ว “โยน” โจทย์ให้พื้นที่ร่วมให้ความเห็น ให้เกิดการ “เหลาโจทย์”จนกระทั่งยอมรับ
2. การร่วมออกแบบงานวิจัย
การทำวิจัย ABC ต้องออกแบบเฉพาะ เพราะไม่สามารถใช้ package วิทยวิธีสำเร็จรูปจากมหาวิทยาลัยได้ การออกแบบงานวิจัยเป็นงาน backward design ที่เกิดจากทักษะการวางแผนการทำงานแบบมุ่งเป้า เพราะในการวิจัยนั้น เราต้องเอาเป้าหมายพัฒนาเป็นที่ตั้งก่อน แล้วจึงถอยหลังไปหาว่าต้องทำอะไร (what) และอย่างไร (how) เป็นการทำงานที่ถอยจาก “ผลไปหาเหตุ” อย่างไรก็ตาม งานวิจัย ABC จำนวนไม่น้อยที่ไม่จำเป็นต้องเดินแนวทางนี้ มีบางเรื่องที่หาข้อมูลเดินหน้าไปเรื่อยๆ เอาข้อมูลมาดูกันระหว่างทาง ร่วมเรียนรู้จากข้อมูลใหม่ๆ จนตกผลึกเป็นคำตอบ
3. การร่วมทำ
การร่วมตั้งโจทย์และร่วมออกแบบทำให้ยอมรับการร่วมทำ ซึ่งมี 3 ระดับที่สร้างการเรียนรู้ต่างกัน
3.1. การร่วม (เพียง) ให้ข้อมูล
งาน PAR จำนวนมากที่เริ่มจากความอยากรู้ของนักวิจัย งานทำนองนี้จะให้พื้นที่ร่วมเพียงการมาประชุมและให้ข้อมูล (กรอกแบบสอบถาม) ซึ่งเป็นการร่วมแบบ passive ที่มีการเรียนรู้ตํ่า งาน ABC ไม่ควรทำแบบนี้ ไม่ควรเห็นว่าพื้นที่เป็น “วัสดุวิจัย”
3.2. การร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นในการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล
การแลกเปลี่ยนความเห็นจนถึงการสังเคราะห์เป็นกระบวนการสร้างปัญญาจากข้อมูล งาน PAR เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต้องให้ถึงการสร้างความรู้ร่วมกัน นอกจากได้เรียนรู้แล้ว ยังเป็นกระบวนการกลั่นกรองความรู้ให้เหมาะกับบริบท ซึ่งทำให้ลดความขัดแย้งจากการพัฒนา
3.3. การมีส่วนเจรจาต่อรองในการสรุปความเห็นเชิงนโยบาย
การเจรจาต่อรองระดับนโยบายแสดงถึงพลังความคิดที่เกิดจากการทำวิจัย เพราะนโยบายเป็นการประมวลความรู้สู่ความคิดเชิงยุทธศาสตร์ ดังนั้น งาน ABC ควรสนับสนุนให้พื้นที่มีโอกาสถึงขั้นร่วมใช้ความรู้เป็นฐานกําหนดนโยบาย
4. การร่วมนำความรู้ไปพัฒนา
4.1. การร่วมในการตัดสินใจโครงการพัฒนา
นโยบายเป็นตัวกําหนดแผนงานและโครงการพัฒนา การพัฒนาใช้ทรัพยากรส่วนรวม (งบประมาณ) ซึ่งต้องตัดสินใจอย่างเหมาะสม การให้พื้นที่มีส่วนร่วมตัดสินใจจะเป็นการการเรียนรู้เรื่องการประเมินโครงการ การใช้เหตุเจรจาต่อรอง การยอมรับการประนีประนอม (compromise) และการหาจุดเหมาะสมสูงสุด (optimize) ซึ่งเป็นการเรียนรู้ให้เกิดทักษะในมิติความสัมพันธ์กับภายนอก
4.2. การมีส่วนร่วมในการติดตามและประเมินผล
การติดตามและประเมินผลเป็นการสร้างกลไกกํากับแบบมีส่วนร่วมในระบบประชาธิปไตย ที่ไม่จบเพียงการลงคะแนนเลือกตั้ง พื้นที่ควรร่วมรับทราบผลของการใช้ทรัพยากรในการพัฒนา การหาคำตอบนี้คืองานวิจัยปิดท้ายงาน ABC นั่นเอง ทำให้งาน ABC เป็นวงจรของการหาความรู้ การพัฒนาจากความรู้ และหาความรู้จากการพัฒนา
คาถา 5 ข้อของการเขียนข้อเสนอโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่
นักวิจัยจำนวนมากกระโดดเข้าสู่วิธีการวิจัยโดยไม่คำนึงถึงหลักการ และมัก “ติดกับดัก” วิธีการที่ตนเคยใช้มาก่อน เช่น สมัยที่ทำวิทยานิพนธ์
การทำวิจัยเป็นกระบวนการวิทยาศาสตร์ คือ จะทำอะไร อย่างไร ต้องมีเหตุผลอธิบายได้ คำอธิบายต้องอยู่บนหลักการที่ถูกต้อง มีกรอบทฤษฎีที่รู้แล้วกำกับเพื่อให้ความรู้เป็นที่ยอมรับ ใช้อ้างอิงและใช้เปรียบเทียบกันได้ งานวิจัยจึงเป็นงานที่อิงหลักฐาน (evidence-based) และอิงความรู้/ปัญญาเดิม จึงกล่าวได้ว่า “วิจัยเป็นกระบวนการใช้ปัญญาให้เกิดปัญญาใหม่พอกพูนขึ้น”
“หลักการและเหตุผล” มักจะปรากฏเป็นข้อแรกๆ ในข้อเสนอโครงการวิจัย ทั้ง “หลักการ” และ “เหตุผล” เกิดจากการวิเคราะห์ถอยหลัง 4 ขั้นตอน คือ
1. สภาวะที่ไม่ดี (ปัญหา) มีอะไรเป็นปัจจัย
2. ปัจจัยใดเป็นปัจจัยที่ขาดปัญญา
3. การได้ปัญญาต้องรู้ข้อมูลอะไร (หลักการ/สมมุติฐานคืออะไร)
4. ข้อมูลนั้นหาได้อย่างไร
ข้อ 1 และ 2 อธิบายว่าไม่จำเป็นต้องทำวิจัยกับทุกปัญหา ให้เลือกทำเฉพาะที่ขาดความรู้ความเข้าใจ(ขาดปัญญา) ปัจจัยใดที่มีความรู้ความเข้าใจอยู่แล้วก็ควรแก้ตามความรู้ความเข้าใจนั้น ไม่ต้องเสียเวลาทำวิจัยอีก (ปัจจัยหมายถึงสิ่งที่สนับสนุนให้เกิดเหตุแห่งปัญหา) สองข้อแรกเป็นการ review สภาพปัจจุบันให้เชื่อว่า “ปัญหานี้ต้องแก้ด้วยการทำวิจัย” เราเรียกว่า “เหตุผล” ของการทำวิจัย
ข้อ 3 และ 4 เป็นการเอาความรู้เดิมมาเป็นฐานให้รู้ว่าการทำวิจัยควรทำอย่างไร สองข้อนี้จึงเป็น “หลักการ” ของการทำวิจัยที่ลงไปถึงวิธีการ (ข้อ 4) วิธีการจะกําหนดทรัพยากรทำวิจัย ดังนั้น การคิดทำวิจัยจึงต้องหาหลายทางเลือกมาเปรียบเทียบกัน เหมือนเราจะเดินทางจากบ้านไปกรุงเทพฯ เราเลือกได้ตั้งแต่เดินไป ล่องแพไปตามลำนํ้า จักรยาน มอเตอร์ไซค์ โบกรถ รถบัส รถไฟ จนถึงเครื่องบิน แต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียต่างกัน ไปเครื่องบินเสียเงินมากแต่ใช้เวลาน้อย เดินเสียเงินน้อยแต่เสียเวลามาก หากเราต้องการประโยชน์จากเวลา(เวลาเป็นเงินเป็นทอง) เราก็ต้องยอมเสียเงินไปเครื่องบิน
การตัดสินใจของแหล่งทุนเริ่มจากอ่านหัวข้อ “หลักการและเหตุผล” นักวิจัยจึงต้องเขียนโดยบูรณาการทั้ง 4 ข้อ หากย่อหน้าใดไม่ปรากฏข้อใดข้อหนึ่ง ผู้พิจารณาจะถือว่าย่อหน้านั้นเป็นขยะ เว้นเสียแต่ว่ามัน “ช่วยสนับสนุนในส่วนบริบท” ให้เชื่อว่างานวิจัยตามข้อเสนอนี้ดีและควรสนับสนุน ซึ่งถือเป็นข้อที่ 5
ทั้ง 5 ข้อคือส่วนต้นของข้อเสนอโครงการวิจัย (research proposal) ที่อธิบายว่า “ต้องทำวิจัย และควรทำอย่างไร”
คาถา 3 ข้อของงานวิจัย ABC
หัวข้อก่อนหน้านี้บอกว่าข้อเสนอโครงการวิจัยที่เราเขียนมีความเป็นงานวิจัยได้อย่างไร โดยการกลั่นกรอง 4-5 ข้อ ข้อที่ 1 (สภาวะที่ไม่ดีมีอะไรเป็นปัจจัย) ข้อที่ 2 (ปัจจัยใดเป็นปัจจัยที่ขาดปัญญา) เป็นประเด็นสำคัญที่บอกว่าต้องแก้ปัญหาด้วยการทำวิจัย ส่วนข้อ 3 และ 4 บอกวิธีการทำวิจัย แต่งานวิจัยแบบ ABC ไม่ใช่งานเพื่อหาความรู้อย่างเดียว เมื่อเป็นงานพัฒนาพื้นที่ งาน ABC จะมีคาถา (เงื่อนไข) อีก 3 ข้อ ที่เกี่ยวกับผู้ปฏิบัติ ดังนี้
1. กลไกและพื้นที่ (ชุมชน) มีส่วนร่วมในการตั้งโจทย์
2. ภาคีกลไกพื้นที่มีส่วนร่วมทำวิจัย
3. มองเห็นความยั่งยืนจากการที่มีคนรับเอาความรู้ไปปฏิบัติต่อในหน้าที่ของตน
ข้อแรกเป็นที่มาของโจทย์วิจัยเพื่อการันตีความเป็นโจทย์จริง เป็นโจทย์จากความต้องการของคนในพื้นที่ นักวิจัยต้องเขียนให้เห็นที่มาของโจทย์ว่าผ่านกระบวนการอะไรบ้าง การมีส่วนร่วมนั้นร่วมกันอย่างไร ร่วมให้ข้อมูลเฉยๆ หรือร่วมวิพากษ์วิจารณ์เพื่อคัดเลือกโจทย์ที่มีนัยสำคัญ นักวิจัยที่ไม่เข้าใจเจตนา ABC มักจะจัดให้มีส่วนร่วมแบบพิธีกรรม
งาน ABC ตามข้อนี้คือการจัดการต้นนํ้า คือจัดการตั้งแต่ต้นทางให้มั่นใจว่าเป็นโจทย์จริงของพื้นที่ การทำเช่นนี้นักวิจัยต้องมีทักษะแยกแยะโจทย์ปลอมออกจากโจทย์จริง ไม่ควรรับเอาทุกปัญหามาเป็นโจทย์วิจัย หน่วยจัดการงานวิจัยในมหาวิทยาลัยต้องมีทักษะกระบวนการเวทีชุมชนเพื่อดึงปัญหาขึ้นมาเป็นโจทย์วิจัย แล้วจัดการซีกนักวิจัยให้รับโจทย์ไปทำ ขณะเดียวกัน นักวิจัยควรมีส่วนร่วมในเวที เพื่อซึมซับบริบทเข้ามาในการออกแบบวิจัยของตน
ข้อ 2 คือการจัดการกลางนํ้า ที่เป็นงานระหว่างทำวิจัย การมีส่วนร่วมหมายถึงเป็น PAR แท้ (ภาคีกลไกร่วมเรียนรู้) ไม่ใช่ PAR เทียม (ภาคีเป็นผู้ “ถูกเรียนรู้” โดยนักวิจัย) ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และยอมรับในความรู้
การเรียนรู้เป็นการพัฒนาคน (ที่มาร่วมทำวิจัย) ส่วนการยอมรับในความรู้จะทำให้กลไกพัฒนายอมปรับแผนให้สอดคล้องกับความรู้ อดีตที่ผ่านมานั้น เราต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่า กลไกพัฒนาต่างมีอาณาเขตของตนเอง ไม่สามารถบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานอื่นได้ แผนและทรัพยากรถูกกำหนดมาจากส่วนกลางแบบแยกส่วนกระจัดกระจาย จึงมีบ้างที่งานขัดกันเอง การลงทุนโดยรวมจึงอาจหมายถึงการสูญเปล่า หรือสร้างปัญหาให้หน่วยงานอื่น
เมื่อมีข้อ 2 การมีข้อ 3 ก็ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเมื่อกลไกพัฒนาเป็น “ผู้เล่นหลัก” ในงานวิจัย
เหตุผลที่ต้องคิดเชิงระบบ ในงานวิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่
เราเคยประสบกับตัวเองใช่ไหมว่า การแก้ปัญหาหนึ่งกลายเป็นการสร้างปัญหาใหม่ วนแก้ปัญหาอย่างไม่รู้จบ จนสุดท้ายกลายเป็นปัญหาซับซ้อนเกินแก้ไข ที่เป็นเช่นนี้เพราะเราแก้ปัญหาโดยไม่เข้าใจความเป็นระบบ เราคิดเอาเองว่าปัญหาใหญ่เกิดจากมีปัญหาย่อยจำนวนมากที่เป็นอิสระต่อกัน เราจึงแก้ไปทีละปัญหา แต่ในความเป็นจริงของความเป็นระบบนั้น ปัญหาย่อยก็มีความสัมพันธ์ต่อกันเอง เราต้องเข้าใจความสัมพันธ์อันซับซ้อนนั้น จึงจะแก้ปัญหาในระบบได้อย่างเหมาะสมที่สุด
ความคิดเชิงระบบ คือ ความคิดที่สามารถเห็นความสัมพันธ์เชิงเหตุผลของปัจจัยต่างๆ ในระบบอันซับซ้อน และเข้าใจว่าปรากฏการณ์ต่างๆ เกิดจากพฤติกรรมหรือการตอบสนองของระบบ เมื่อพัฒนาสูงสุดจะเข้าใจความจริงว่าสรรพสิ่งทั้งหลายไม่ได้ดำเนินอยู่เดี่ยวๆ “ทำให้เห็นทั้งหมด” และ เห็นสภาพที่สัมพันธ์กัน เรียกว่าเข้าใจแบบบูรณาการ
ทักษะการคิดได้อย่างเป็นระบบจึงสำคัญสำหรับการเข้าใจสภาพการณ์ที่เป็นไปในโลกปัจจุบัน
ความคิดไม่ใช่ความรู้จึงเรียนแบบอ่านตำราไม่ได้ ความคิดเป็นกระบวนการจากประสบการณ์ทั้งภายนอกและภายใน ประสบการณ์ภายนอกคือปฏิบัติ ประสบการณ์ภายในคือคิดใคร่ครวญประสบการณ์ภายนอก จนเข้าใจว่า ‛มันเป็นเช่นนี้เพราะเหตุนั้นนั่นเอง” เมื่อความคิดเชิงเหตุผลเกิดจากการเข้าใจเหตุ เราจะเห็นความเชื่อมโยงอย่างเป็นเหตุเป็นผลต่อกัน เมื่อขยายความเชื่อมโยงออกไปสู่มิติอื่น เราจะเห็นการอยู่อย่างเป็นระบบ และเราจะเข้าใจความเป็นระบบเพราะความคิดเชิงระบบเกิดขึ้นแล้ว
การวิจัยที่ใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์เพียงด้านเดียว ลดทอนความสำคัญของ “การรับรู้” ในฐานะมนุษย์
ทัศนะแบบวัตถุนิยมเชื่อว่าสิ่งที่เป็นจริงจะต้องสามารถค้นหาและตรวจสอบได้ด้วยวิธีวัตถุวิสัย (objective) มันจะมีความแน่นอนตายตัว ที่ไม่เกี่ยวกับผู้ค้นหา เชื่อในเหตุและผลว่าปรากฏการณ์ไม่ใช่สิ่งบังเอิญ แต่มีสาเหตุให้เกิด และยอมรับแนวคิดการค้นหาแบบการลดทอน (reductionist) ทัศนะแบบนี้สอดคล้องกับแนวคิดวิธีการวิทยาศาสตร์ จนเกิดเป็นวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์
ผลพวงของแนวคิดนี้ทำให้การศึกษาถูกครอบงำด้วยโลกของเหตุผลและตรรกะในนามของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผลผลิตของการศึกษาเช่นนี้ทำให้คนมีแนวความคิดเชิงจักรกลนิยม จึงมีทัศนะว่าโลกเป็นเครื่องจักร ที่ดำเนินไปตามระบบและกลไกของเครื่องจักร ที่ตอบสนองต่อแรงผลักหรือสาเหตุจากภายนอก ผลคือเราได้การศึกษาที่ลดทอนความสำคัญของ “การรับรู้” ในฐานะมนุษย์
เมื่อเอาวิชาการมารับใช้การพัฒนาชุมชน/สังคม/พื้นที่ เราจะใช้แต่เหตุผลและตรรกะอย่างเดียวไม่ได้ เพราะงานแบบนี้ต้องทำร่วมกับคนอื่นอีกมาก โดยผ่านความคิด ความเชื่อ ทัศนคติ ที่กำกับการรับรู้ของคน คนในสาขาวิทยาศาสตร์ทำวิจัยหาความรู้โดยหลักเหตุผลในสภาพที่ควบคุมได้ (controlled environment) มาโดยตลอด จึงคุ้นเคยกับงานวิจัยที่เอาการรับรู้ของตนแต่เพียงฝ่ายเดียวมากำหนดการตีความ โดยไม่ต้องสนใจความสัมพันธ์ระหว่างตนกับสิ่งที่กำลังวิจัย ครั้นเมื่อทำงานกับผู้อื่นจึงเผลอใช้การรับรู้ของตนไปตีความการรับรู้ของคนอื่น เพราะแนวความคิดเชิงจักรกลนี้เอง ที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์มีปัญหาในการทำงานวิจัย ABC รวมทั้งรู้สึกว่างานวิจัย ABC ไม่ใช่งานวิจัย ไม่ใช่งานที่เหมาะกับตน จนเกิดกระบวนทัศน์ (paradigm) ในหมู่นักวิจัยวิทยาศาสตร์ว่าเป็น “งานวิจัยแถว 2”
นักวิทยาศาสตร์มีจุดเด่นเรื่องหลักการและความเป็นเหตุเป็นผล แต่มีจุดด้อย คือ เขานึกว่าตรรกะและความเป็นเหตุเป็นผลสามารถสยบคนได้ ซึ่งไม่จริง!! นักวิทยาศาสตร์คิดเหมือนศาล ใช้ข้อกฎหมายเป็นหลัก ใช้หลักฐาน เหตุผล และตรรกะวินิจฉัยถูกผิด ความยุติธรรมไม่ขึ้นกับอารมณ์ความรู้สึกสงสารของผู้พิพากษา
แต่กระบวนการยุติธรรมปัจจุบันเปลี่ยนไปมาก ดังจะเห็นว่ามีการไกล่เกลี่ยนอกศาลมากขึ้น ซึ่งเป็นการใช้ความจริงของบริบทมาประกอบให้ทั้ง 2 ฝ่ายคิดและมีทางออกที่ไม่ต้องใช้บทบัญญัติทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด
โดยส่วนตัวผมเห็นว่าการจัดการงานวิจัย ABC ของ สกว. ที่ผ่านมามีส่วนให้ความสนใจกับความรู้สึกของคนผ่านวาทกรรม “การจัดการความสัมพันธ์” ซึ่งจัดการผ่าน “การรับรู้” และ “ความรู้สึก” นั่นเอง จึงเป็นงานที่พึงใจ (appreciate) กับการ share เรื่องเล่าดีๆ ระหว่างกันในทุกเวที แต่เราไม่ควรติดอยู่แค่นั้น เพียงเพราะหากเราเติมความเป็นวิทยาศาสตร์ในเรื่องเล่าของงาน ABC ก็จะสามารถยกระดับสู่องค์ความรู้และสร้างหลักการหรือทฤษฎีใหม่ได้ ซึ่งต้องการนักวิจัยที่มีกรอบคิดวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเข้าร่วม (สังคมศาสตร์ถือเป็นวิทยาศาสตร์ด้วยเช่นกัน)
หากจะใช้หลักการเหตุผลและตรรกะยกระดับงานวิจัย ABC เราต้องปรับจริตการรับรู้ของนักวิจัยในมหาวิทยาลัย การแก้ปมนี้น่าจะสำเร็จได้จากการเรียนรู้ส่วนลึกของตนเอง เรียนรู้ที่จะเข้าใจผู้อื่น ใช้การรู้จักตนเองและการเข้าใจผู้อื่นมาสร้างสรรค์ศิลปะการสื่อสารระหว่างกันให้เกิดการรับรู้ที่จุดประกายอารมณ์ยินดี
งานบริการวิชาการเป็นขั้นตอนหนึ่งของการวิจัยเพื่อการพัฒนาพื้นที่
ศ.ดร.ปิยะวัติ บุญ-หลง เขียนบทความเรื่อง“การวิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่ : ความสำคัญของงานบริการวิชาการ” มีความตอนหนึ่ง ในวารสารวิจัยเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่ ปีที่ 5 ฉบับที่ 3 เดือน มกราคม-กุมภาพันธ์ 2556 ว่า
“.....การทำงานบริการวิชาการเป็นขั้นตอนที่นักวิจัยจะได้ทำความคุ้นเคยกับเงื่อนไข เหตุ และบริบทของปัญหา เข้าใจการเลือกโจทย์ที่ควรจะทำก่อน มีโอกาสได้ทำความรู้จักกับผู้คนที่เกี่ยวข้องกับปัญหานั้น รวมทั้งสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกับผู้ใช้ซึ่งจะนำไปสู่ความยั่งยืนของงานต่อไป งานบริการวิชาการจึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญ เพื่อสร้างฐานรากให้มั่นคง เหมือนกับการตอกเสาเข็มก่อนสร้างอาคารในดินอ่อน การข้ามขั้นตอนเหล่านี้ไปสู่การวิจัยเลยอาจจะทำให้วิเคราะห์ปัญหาผิดพลาด ดำเนินการวิจัยภายใต้เงื่อนไขที่ไม่เป็นจริงและจะนำไปสู่ผลงานวิจัยที่ “ใช้ไม่ได้‛ จะได้แต่รายงานการวิจัย 1 เล่ม หรือบทความ 1 บทความเท่านั้น เหมือนอาคารที่ไม่มีฐานราก ซึ่งจะทรุดหรือแตกร้าว ใช้อยู่อาศัยไม่ได้
งานนี้ต้องทำเป็นขั้นตอน เริ่มต้นจากการแก้ปัญหาพื้นๆให้ได้ก่อน โดยเปิดกว้างว่าจะใช้วิธีการใดก็ได้ ใช้ความรู้ที่มีอยู่แล้วในที่อื่นมาปรับแก้ก็ได้ ขอให้ได้คำตอบที่ใช้ได้เป็นสำคัญ เมื่อแก้ปัญหาพื้นๆได้แล้ว นักวิชาการก็จะคุ้นเคยกับปัจจัยและเงื่อนไขของปัญหา และผู้ใช้ก็จะเกิดความมั่นใจกับงานวิชาการและนักวิชาการ การแก้ปัญหาก็จะสามารถยกระดับขึ้นไปสู่คำตอบที่ซับซ้อนมากขึ้น มีนวัตกรรมมากขึ้น ซึ่งอาจใช้ความรู้มากกว่าหนึ่งสาขาผสมผสานกัน บางสาขาอาจจะใช้ความลึกแต่บางสาขาอาจจะใช้ความรู้ตื้นๆก็ได้ ตามความพร้อมและความต้องการของผู้ใช้ ......”
การทำงานวิจัย ABC จึงไม่ใช่เรื่องที่เกิดได้ง่ายเพียงแค่นักวิจัยพร้อมทำงานส่วนที่เป็นวิชาการเท่านั้น แต่ต้องเรียนรู้และเข้าใจ “การรับรู้ (perception)” “ความรู้สึก” และ “ความต้องการ” ของชุมชน/พื้นที่ นักวิจัยควรเข้าไปคลุกคลีจนกระทั่งสร้างความเชื่อมั่น และได้รับความไว้วางใจจากคนในพื้นที่ (ซึ่งก็มีความต่างกันมากระหว่างคนที่เป็นกลไกพัฒนาของรัฐและชุมชน) กระบวนการจึงต้องช้าๆ ค่อยๆ ขึ้นบันไดทีละขั้น
No comments:
Post a Comment