เขียนโดย ผศ.พัชริน ดำรงกิตติกุล
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ตุลาคม ๒๕๕๕
ปกตินักพัฒนากับนักวิจัยเป็นคนละคน อยู่คนละหน่วยงาน คนละฝ่าย คนละตำแหน่งหน้าที่ แต่นักวิชาการรับใช้สังคม ชุมชน ท้องถิ่น ต้องทำหน้าที่เชื่อมโยงปัญหาชุมชน ท้องถิ่น สู่การสร้างผลงานทางวิชาการ ซึ่งเป็นเรื่องยาก เพราะนักวิชาการผู้นี้จะต้องแสดง ๒ บทบาทในเวลาเดียวกัน
เมื่อนักวิชาการทำงานกับผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ ชุมชน ท้องถิ่น และการประสานงานกับหน่วยงานเกี่ยวข้อง ก็จะดำเนินการไปตามสภาพที่เกิดขึ้นจริง เช่น อาจมีปัญหาน้ำท่วม เดินทางไม่ได้ เข้าไปร่วมงานในเทศกาลต่างๆในท้องถิ่น ผู้ที่เคยติดต่อทำงานร่วมงานมาก่อนได้ย้ายไปทำงานที่อื่น เป็นต้น สถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น อาจไม่เป็นไปตามที่ได้ออกแบบวางแผนไว้ การรายงานผลการทำงานมักเขียนรายงานสิ่งที่เกิดขึ้นตามสภาพจริง ผลงานมักตอบคำถามว่า ทำอะไร ทำอย่างไร ที่ไหน เมื่อไร ทำกับใคร (What How Where When to Whom) แต่ขาดคำตอบว่าทำไปทำไม เพราะเหตุใด ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น (Why)
แต่เมื่อนักวิชาการต้องมีหน้าที่ทำงานวิจัย นำเสนอผลงานวิจัยในเวทีวิชาการ ต้องมีการสืบค้นเอกสารงานวิจัย และทบทวนทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง มีการวิเคราะห์สถานการณ์เพื่อค้นหาประเด็นการวิจัย และกำหนดโจทย์วิจัย การสร้างกรอบความคิดการวิจัย การออกแบบการวิจัย สร้างเครื่องมือการทำวิจัย มีกระบวนการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล สังเคราะห์ผลงานวิจัย เขียนบทความตีพิมพ์ นำเสนอในการประชุมวิชาการ กิจกรรมเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับคนในชุมชน ท้องถิ่น มีเพียงกิจกรรมบางส่วนที่ปฏิบัติร่วมกันระหว่างนักวิชาการกับคนในพื้นที่ คือ การวิเคราะห์สถานการณ์ในพื้นที่เพื่อค้นหาประเด็นการวิจัย ร่วมกันเก็บข้อมูลในพื้นที่ และร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ของคนในพื้นที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และคณะนักวิจัยเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนรู้ของนักศึกษาร่วมกับคนในพื้นที่ ส่วนกิจกรรมอื่นๆ นักวิชาการต้องดำเนินการเอง โดยไม่เกี่ยวข้องกับคนในพื้นที่
แต่เมื่อนักวิชาการต้องมีหน้าที่ทำงานวิจัย นำเสนอผลงานวิจัยในเวทีวิชาการ ต้องมีการสืบค้นเอกสารงานวิจัย และทบทวนทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง มีการวิเคราะห์สถานการณ์เพื่อค้นหาประเด็นการวิจัย และกำหนดโจทย์วิจัย การสร้างกรอบความคิดการวิจัย การออกแบบการวิจัย สร้างเครื่องมือการทำวิจัย มีกระบวนการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล สังเคราะห์ผลงานวิจัย เขียนบทความตีพิมพ์ นำเสนอในการประชุมวิชาการ กิจกรรมเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับคนในชุมชน ท้องถิ่น มีเพียงกิจกรรมบางส่วนที่ปฏิบัติร่วมกันระหว่างนักวิชาการกับคนในพื้นที่ คือ การวิเคราะห์สถานการณ์ในพื้นที่เพื่อค้นหาประเด็นการวิจัย ร่วมกันเก็บข้อมูลในพื้นที่ และร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ของคนในพื้นที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และคณะนักวิจัยเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนรู้ของนักศึกษาร่วมกับคนในพื้นที่ ส่วนกิจกรรมอื่นๆ นักวิชาการต้องดำเนินการเอง โดยไม่เกี่ยวข้องกับคนในพื้นที่
นักวิชาการรับใช้สังคม ชุมชน ท้องถิ่น ต้องทำหน้าที่เชื่อมโยงปัญหาชุมชน ท้องถิ่น สู่การสร้างผลงานทางวิชาการ การมีนักวิจัยมาทำหน้าที่ ๒ บทบาทในเวลาเดียวกันเช่นนี้หายากมาก จึงต้องมีการสร้างนักวิชาการกลุ่มรับใช้สังคม ชุมชน ท้องถิ่น จากนักวิจัยที่มีอยู่ จากประสบการณ์ร่วมจัดประชุมวิชาการกับกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏที่ผ่านมา พบว่านักวิจัยโดยทั่วไปมีอยู่ ๓ กลุ่ม คือ
กลุ่มนักวิจัย
|
ลักษณะงานวิจัย
|
การปรับผลงานวิจัยสู่ผลงานวิชาการ
|
๑. นักวิจัยระดับโครงการ ใช้รูปแบบ เทคนิคการวิจัยแบบดั้งเดิมตามที่เรียนมาจากการทำวิทยานิพนธ์ ยังเป็นนักวิจัยใหม่ มีประสบการณ์ทำงานในพื้นที่น้อย มักอยู่ในสายการศึกษา
|
ใช้แบบสอบถาม สำรวจ หาทัศนคติ หาปัจจัย มักมีรูปแบบการวิจัยเหมือนกัน คือ ศึกษาจากเอกสารและ/หรือสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อพัฒนารูปแบบหรือหลักสูตรใหม่ (เหมือนมียาใหม่) แล้วนำไปทดสอบกับกลุ่มตัวอย่าง ทำ pre-test, post-test ใช้สถิติทดสอบความแตกต่างก่อนและหลังการอบรม วัดความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างที่เข้ารับการอบรม โดยเข้าใจว่าผลการวัดความแตกต่าง และการวัดความพึงพอใจ ได้ตอบคำถามการวิจัยหรือผลการวิจัย
|
ให้มองว่าผลการวิจัย หรือข้อค้นพบใหม่ คือรูปแบบใหม่ที่พัฒนาขึ้นมา หรือวิธีการใหม่ที่ศึกษาจากเอกสาร หรือการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ มีการอธิบายกระบวนการพัฒนารูปแบบใหม่ โดยใช้หลักการทฤษฎี ว่าดีกว่าสิ่งที่มีอยู่เดิมอย่างไร จากการทดสอบกับกลุ่มทดลองแล้วดีกว่าเดิม เพราะเหตุใด สิ่งนี้คือความรู้ โดยใช้ผลการทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างเป็นหลักฐานยืนยันว่าข้อค้นพบนั้น ดีอย่างไร แตกต่างจากสิ่งที่มีอยู่อย่างไร เพื่อขยายผลให้มีการใช้สิ่งที่ดีกว่าในวงกว้าง
|
๒. นักวิจัยทำงานพัฒนาในพื้นที่ เป็นการทำงานที่ซับซ้อนกว่าระดับโครงการ ทำหน้าที่ตามพันธกิจ ด้วยการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงาน และคนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง ทำงานร่วมกันเป็นเครือข่าย เห็นผลสำเร็จเชิงพัฒนาพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม แต่ไม่เน้นมิติการวิจัย
|
รายงานผลความสำเร็จเชิงพรรณนา ว่าทำอะไร มีอะไร เกิดอะไรขึ้น แต่ไม่มีหลักการทฤษฎีมาอธิบาย ว่าเกิดขึ้นเพราะเหตุใด ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
|
หาประเด็นความสำเร็จเป็นตัวตั้ง เช่นการสร้างเครือข่าย หรือการจัดการความรู้ นำมาตั้งเป็นคำถามวิจัย แล้วศึกษาหลักการทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาช่องว่างที่ยังไม่รู้ และนำข้อค้นพบที่เป็น best practices มาตอบคำถามสิ่งที่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ซึ่งเป็นความรู้ใหม่
|
๓. นักวิจัยคิดค้นนวัตกรรม หรือวิธีการแบบใหม่อย่างสร้างสรรค์ จากปัญหาที่ตนเองเผชิญอยู่แล้วทนไม่ได้ เห็นจุดอ่อนของสิ่งที่มีอยู่เดิมอย่างชัดเจน อยากแก้ไข หรือเห็นโอกาสศักยภาพที่น่าจะนำพัฒนาสิ่งที่ดีให้ขยายผลต่อไป
|
มีกระบวนการคิดค้นสร้างสรรค์นวัตกรรม หรือวิธีการแบบใหม่ โดยใช้หลักการทฤษฎีมาช่วยออกแบบ และได้นำไปทดลองใช้จนได้ผล สามารถอธิบายได้ว่าทำอย่างไร (know how) แต่ไม่สามารถอธิบายว่าเกิดขึ้นได้เพราะเหตุใด ทำไมจึงเช่นนั้น (know why)
|
ผู้วิจัยต้องตั้งคำถามที่หาคำตอบในมิติ ของความรู้ (know why) โดยตั้งสมติฐานว่ามีปัจจัย เงื่อนไข ตัวแปรอะไรบ้างที่ทำให้การใช้นวัตกรรม หรือวิธีการแบบใหม่ เกิดผลสำเร็จได้ และหาวิธีการตอบคำถาม คำตอบก็เป็นความรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ขยายผลในสถานการณ์อื่น เงื่อนไขอื่นได้
|
บทบาทหลักของนักวิชาการรับใช้สังคม ชุมชน ท้องถิ่น คือการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ ตรงตามความต้องการของสังคม ชุมชน ท้องถิ่น นักวิชาการมิใช่มุ่งไปทำงานรับใช้สังคม ชุมชน ท้องถิ่น โดยละเว้นภารกิจการผลิตบัณฑิต มีนักวิชาการรับใช้สังคม ชุมชน ท้องถิ่น หลายท่านบูรณาการการเรียนการสอนเพื่อผลิตบัณฑิตมีคุณภาพ ด้วยกระบวนการวิจัยในพื้นที่จริง สถานการณ์ที่เป็นปัญหาจริงของสังคม ชุมชน ท้องถิ่น โจทย์วิจัยจึงแก้ปัญหาสังคม ชุมชน ท้องถิ่น ได้จริง จึงตอบสนองการรับใช้สังคม ชุมชน ท้องถิ่น อย่างแท้จริง การทำงานของนักวิชาการกลุ่มนี้จึงต้องมีทักษะการบริหารจัดการงานวิจัยเพื่อชุมชน ท้องถิ่น และการทำงานร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (collaboration)
การจัดการเรียนการบูรณาการกับการวิจัย และรับใช้สังคม ชุมชน ท้องถิ่น เช่นนี้ นอกจากได้สร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ (Learning Environment) ให้นักศึกษาได้เรียนรู้ประสบการณ์จริง และสร้างทักษะการเรียนรู้แล้ว (Learning Experience and Learning Outcome ) แล้ว นักวิชาการยังสามารถสร้างผลงานวิชาการรับใช้สังคม ชุมชน ท้องถิ่น เผยแพร่สู่วงการวิชาการ และชุมชน ท้องถิ่น ในพื้นที่ของสถาบันการศึกษาก็ได้รับการพัฒนาด้วย สถาบันการศึกษาจึงเป็นที่พึ่งของคนในพื้นที่ได้
ในกระบวนการนี้นักศึกษาจะได้เรียนรู้ทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ ดังนี้
ทักษะการเรียนรู้และการสร้างนวัตกรรม(Learning and Innovation)
|
ความสามารถในการใช้ระบบตัวเลข(Digital Literacy)
|
ทักษะการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพ (Career and Life)
|
ความคิดวิพากษ์วิจารณ์ และมีทักษะการแก้ปัญหา (Critical Thinking & problem solving)
|
ด้านสารสนเทศ (Information Literacy)
|
การอยู่ร่วมกันอย่างโอนอ่อน และการปรับตัวเข้าหากัน (Flexibility & adaptability)
|
ความคิดสร้างสรรค์และการสร้างนวัตกรรม(Creativity and Innovation)
|
ด้านการใช้สื่อต่างๆ (Media Literacy)
|
มีความคิดริเริ่มเป็นตัวของตัวอง (Initiative & self-direction)
|
ความสามารถในการสื่อสารอย่างเข้าใจ (Communication)
|
ด้านเทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูล (ICT Literacy)
|
การอยู่ร่วมกันในสังคมต่างวัฒนธรรม (Social & cross-culture interaction)
|
ความสามารถในการสร้างความร่วมมือกัน (collaboration)
|
ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพตรวจสอบได้ (Productivity & Accountability)
| |
มีความเป็นผู้นำและมีความรับผิดชอบ(Leadership & responsibility)
|
จาก htt://en.wikipedia.org/wiki/21st_Century_Skills
ทั้งนี้นักวิชาการจะต้องสร้างความสมดุลของงานพัฒนาพื้นที่กับการวิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่ อ.อนุช อาภาภิรม ได้บรรยายที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เมื่อเดือน พฤษภาคม ๒๕๕๕ เรื่องการสร้างดุลยภาพในการวิจัยเพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่ ไว้ดังนี้
- อย่าให้ “ความเป็นวิชาการ ” ทำลาย “ความเป็นมนุษย์” แต่ก็อย่าให้ “อารมณ์ความรู้สึก” ทำลาย “ความเป็นวิชาการ”
- อย่าไปทำให้ชาวบ้านเป็นนักวิชาการ ชาวบ้านไม่ใช่โง่ แต่ชาวบ้านไม่มีเวลา และอย่าให้วิถีของชาวบ้านเป็นวิถีทางวิชาการ อย่าให้นักวิชาการบดบังคุณค่า บทบาทของผู้อื่นในการที่ชาวบ้านมาร่วมงานกับนักวิชาการ แต่ก็อย่าให้บทบาทของผู้อื่นมาบทบังการทำงานของนักวิชาการ เช่น ไปอ้างคนที่มีชื่อเสียง นักทฤษฎี เป็นต้น
- อย่าดูหมื่นผลสำเร็จของนักวิชาการ แต่เมื่องานสำเร็จก็ไม่ต้องแสดงความยิ่งใหญ่ ว่าตนเองค้นพบได้เท่านั้น เป็นความประมาท เพราะทั้งหลายทั้งปวงนั้นไม่เที่ยง แต่สิ่งทั้งปวงในโลกเป็นกระบวนการ งานที่ทำเป็นหน่วยหนึ่งในกระบวนการทั้งหมด
No comments:
Post a Comment