Saturday, July 27, 2013

การขับเคลื่อนความรู้เพื่อพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ระดับจังหวัด

โดย ผศ.พัชริน ดำรงกิตติกุล
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
กรกฎาคม ๒๕๕๖
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายจาตุรนต์ ฉายแสง)  กล่าวว่า การศึกษาไทยต้องเดินหน้าสู่การสร้าง พัฒนา และเตรียมความพร้อมคนไทยให้สอดคล้องกับสังคมในโลกศตวรรษที่ ๒๑ โดยผลจากการปฏิวัติด้านดิจิทัล และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ทำให้โลกทั้งโลกเชื่อมโยงและสื่อสารถึงกันได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน จำเป็นต้องสร้างและพัฒนาให้คนเป็นทรัพยากรมนุษย์ ที่มีความสามารถ มีทักษะ ความถนัด ความชำนาญพร้อมขับเคลื่อนและยกระดับการพัฒนาประเทศสู่การเป็นประเทศพัฒนาในระดับที่สูงขึ้น สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก อยู่อย่างมีศักดิ์ศรีในประชาคมอาเซียนและประชาคมโลก
        จากผลการประเมินการจัดอันดับโดย IMD พบว่า ในปี ๒๐๑๓ การศึกษาไทยอยู่ในอันดับที่ ๕๑ จาก ๖๐ ประเทศ ขณะที่ผลการประเมินการทดสอบ PISA ทั้งด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน ในปี ๒๐๐๙ พบว่า เด็กไทยอยู่ในอันดับที่ ๕๐ จาก ๖๕ ประเทศ ส่วนผลการจัดอันดับ ๔๐๐ มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก โดย Times Higher Education World Rankings ปี ๒๐๑๒-๒๐๑๓ มีมหาวิทยาลัยไทยเพียงแห่งเดียวที่ติดอยู่ในกลุ่ม๓๕๑-๔๐๐
        จึงจำเป็นต้องเร่งยกเครื่องการศึกษาไทยให้มีคุณภาพ มาตรฐานในระดับสากล และสอดคล้องกับสังคมโลกยุคใหม่
  โดยมีเป้าหมาย  มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้สามารถคิด วิเคราะห์ เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์และทักษะที่จำเป็นสำหรับ ศตวรรษที่ ๒๑ ภายในปี ๒๕๕๘
      
หนึ่งใน  ๘ นโยบาย :  เร่งรัดดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล และสานต่องานที่ได้ดำเนินการไว้แล้ว คือ เร่งปฏิรูปการเรียนรู้ ทั้งระบบให้สัมพันธ์เชื่อมโยงกัน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถคิด วิเคราะห์ เรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง โดยปฏิรูปให้มีการเชื่อมโยงกันทั้งหลักสูตรและการเรียนการสอนในโลกยุคใหม่ และการพัฒนาครูระบบทดสอบ การวัดและประเมินผล โดยจะเริ่มจากวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และภาษาต่างประเทศ
ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย รองผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้กล่าวการประชุมวิชาการ  การขับเคลื่อนความรู้เพื่อการพัฒนาเด็ก และการศึกษาเชิงพื้นที่ จังหวัดลำปาง  จัดโดย สถาบันรามจิตติ  ที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง วันที่ ๑๑ กค. ๒๕๕๖  ว่าปัจจุบันเด็กเยาวชนเผชิญความท้าทายใหม่ๆ  มาจากกระแสโลกาภิวัฒน์  กระแสจีน  คนท้องถิ่นจึงต้องเปลี่ยนทักษะ  คนในโลกอนาคต  คือ กลุ่มคนที่สื่อสารกันได้กับ  กลุ่มที่สื่อสารไม่ได้  โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ  ภาษาที่ใช้มากในกลุ่มอาเซียนคือภาษาบาฮาซา  เพราะมีกลุ่มมุสลิมเป็นกลุ่มใหญ่  โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  ด้วยเทคนโลยีการสื่อสารที่ก้าวหน้าอย่งรวดเร็ว  สิ่งต่างๆผ่านไอที  
ดังนั้นทักษะที่ต้องมี คือ
  • ทักษะการจำแนก
  • ทักษะการอยู่กับโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว
การสร้างทักษะต่างๆ กระทรวงศึกษาธิการ  ทำงานตามลำพังไม่ได้  สกว.ได้ทำงานในจุดที่ครูปฏิสัมพันธ์กับเด็กนักเรียน  ในระยะเวลาอันสั้น  ดังนั้นจุดการเปลี่ยนแปลงนี้จึงสำคัญมาก  ในการสร้างเครือข่ายครูปรับการเรียนการสอน  จำนวนกว่าพันจุด  เฉพาะจังหวัดลำปางมี ประมาณ ๑๐๐ จุดโดยมีสถาบันการศึกษาเป็นหน่วยสำคัญในการจัดการการเรียนรู้  
จึงจัดการประชุมการขับเคลื่อนความรู้เพื่อการพัฒนาเด็ก และการศึกษาเชิงพื้นที่ เพื่อหาพลังคนในพื้นที่  จังหวัดลำปาง เนื่องจากจังหวัดลำปางมีกิจกรรมการวิจัยด้านการศึกษาจำนวนมาก  จากประสบการณ์ของ สกว. พบว่าการเปลี่ยนแปลงต้องอาศัย พลัง ๓ ด้าน คือ
  1. พลังเครือข่าย   เหมือนเครื่องยนต์  
  2. พลังความรู้ข้อมูล
  3. พลังการจัดการ
การสร้างการเปลี่ยนแปลง  ต้องมีหัวหอกที่มากพอ  ประมาณร้อย ๑๐-๑๕  ขณะนี้ที่จังหวัดลำปางมีจำนวนโรงเรียนที่สร้างนวัตกรรมการเรียนรู้มากพอ  หากลำปางทำได้สำเร็จ  จังหวัดข้างเคียงก็ทำด้วย  
การจัดการศึกษาในพื้นที่ทำอย่างไร   มีองค์ประกอบ คือ
  • ครู
  • การประเมินเชิงพื้นที่
  • เด็กด้อยโอกาส
  • ฐานข้อมูลการติดตามผล
โดยใช้นวัตกรรมการจัดการการศึกษา  ที่มีอยู่มากมาย  การหารือกันจะได้กำลังใจ  หาโจทย์ว่าทำอะไรดี  และการจัดการอย่างไร

Friday, July 26, 2013

การจัดการระบบนิเวศการวิจัย (Research Environment) เพื่อรับใช้สังคม ชุมชน ท้องถิ่น


โดย ผศ.พัชริน ดำรงกิตติกุล
                                                      
  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

๑ มิถุนายน ๒๕๕๕

เกริ่นนำ
แรงบันดาลใจการเขียนหนังสือเล่มนี้มาจากข้อมูล  ความเหลื่อมล้ำฉบับพกพา - youtube แสดงผลความเหลื่อมล้ำระหว่างประชาชนกับผู้ได้รับทรัพยากรจากกลไกและโครงสร้างรัฐ เมื่อทุนวิจัยเป็นเงินจากรัฐ อีกทั้งผู้ทำวิจัยยังต้องเสียสละเวลามากมาย บางท่านยังต้องใช้ทรัพยากรส่วนตัว การทำวิจัยส่วนใหญ่ที่ผ่านมาเพียงเพื่อนำไปสู่ตำแหน่งทางวิชาการและใช้เป็นตัวชี้วัดคุณภาพสถาบันการศึกษา   แต่ยังมีสัดส่วนที่ส่งผลประโยชน์ถึงประชาชนน้อยมาก  จึงทำให้ผู้เขียนสะท้อนประสบการณ์การจัดการวิจัยที่ผ่านมาเกือบ ๒๐ ปี  กับการศึกษาแนวโน้มการประเมินผลงานวิจัยที่ส่งผลประโยชน์ต่อสังคม  ชุมชน ท้องถิ่น  ทำให้มองเห็นว่าต้องมี “การจัดการระบบนิเวศการวิจัย”  เพื่อให้ผลงานวิจัยเป็นประโยชน์ต่อสังคม  ชุมชน ท้องถิ่น  อย่างทั่วถึง  เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
เมื่อเขียนหนังสือเล่มนี้เสร็จได้ส่งให้ผู้มีประสบการณ์บริหารงานวิจัยหลายท่านอ่าน  ได้รับการตอบรับจากผู้อ่านหลายท่านว่าเป็นหนังสือที่มีประโยชน์ต่อการเผยแพร่  จึงเสนอสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย  (สกว.) จัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้  
หนังสือเล่มนี้เสร็จสมบูรณ์ได้  มาจากการอ่านอย่างละเอียดและช่วยตรวจตัวอักษร โดย ดร.โฉมยง โต๊ะทอง  และเป็นผู้พาไปชมงาน พระนครคิรี จังหวัดเพชรบุรี  ได้พบช่างผู้แทงหยวก  ทำให้ตกผลึกความคิดว่า “ผลผลิต ผลงาน เป็นสิ่งอนิจจัง” จึงขอขอบพระคุณดร.โฉมยง โต๊ะทอง อย่างยิ่ง  และขอขอบพระคุณผู้บริหารงานวิจัยทุกท่าน ศาสตราจารย์นายแพทย์ วิจารณ์ พานิช  ศาสตราจารย์ ดร.ปิยะวัติ บุญ–หลง               รองศาสตราจารย์ ดร.สุธีระ ประเสริฐสรรพ์  และดร.สีลาภรณ์  บัวสาย ทำให้ได้เรียนรู้ประสบการณ์การจัดการวิจัยจากการร่วมทำงานใน สกว.
หวังว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นสื่อกระตุ้นสู่การเปลี่ยนแปลงการจัดการระบบวิจัยของสถาบันการศึกษา  เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม  จึงใช้หนังสือเล่มนี้เป็นเอกสารประกอบการสัมมนา เรื่อง “การจัดการระบบวิจัยของอุดมศึกษา  เพื่อรับใช้สังคม ชุมชน ท้องถิ่น”  ในวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๕  ณ ฮอลล์ ๗ – ๘     ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี ในงานมหกรรมวิชาการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย




บทนำ
ทำอย่างไรให้ผลงานวิจัยมีประโยชน์ต่อคนจำนวนมาก และมีความคุ้มค่า เมื่อการทำวิจัยไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนทั่วไป  ต้องใช้ความพยายาม  กำลังสมอง  ใช้เวลา และงบประมาณสนับสนุนจำนวนมาก   อีกทั้งงานวิจัยก็ยังเป็นยาขมของคนจำนวนมาก  แต่ก็ต้องอดทนทำให้เสร็จ  เพื่อจะได้ปริญญาบัตร   เมื่อจบแล้วก็ได้เพียงแค่รู้วิธีการใช้เครื่องมือ ระเบียบวิธีการวิจัยที่สร้างความรู้เฉพาะเงื่อนไขที่จำกัด ในระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้น   ส่วนการรับทุนวิจัย  ก็มีการกำหนดให้ผลงานสำเร็จตามระยะเวลาในสัญญา  การวิจัยลักษณะเช่นนี้เหมาะกับการค้นหาความรู้ใหม่ๆเฉพาะเรื่อง และประกาศผลงานด้วยการตีพิมพ์บทความวิจัย  หรือสร้างผลงานนวัตกรรมที่เป็นชิ้นส่วน  เท่านั้น
คนทำวิจัยส่วนใหญ่  มักเป็นเพียงผู้ใช้ “เทคนิคการวิจัย” (โดยยึดติดเครื่องมือตามที่ได้เรียนมา) เท่านั้น  และใช้เครื่องมือเท่าที่มีอยู่ทำวิจัยทุกเรื่อง ทุกสถานการณ์ ทุกกรณี  ขาดการพิจารณาว่าสถานการณ์ที่แตกต่างกัน  เครื่องมือที่มีอยู่อาจไม่เหมาะสม  วงการวิจัยในประเทศไทยยังไม่กล้าคิดค้นเครื่องมือใหม่ๆ  ที่เหมาะสมกับบริบทสังคมไทย  แต่มักใช้เพียงเครื่องมือสากล เพราะคิดว่าน่าเชื่อถือและถูกต้องที่สุด
ความเป็นจริงของการวิจัยเพื่อการพัฒนานั้น  ลำพังผลงานความรู้ใหม่  ที่เป็นชิ้นส่วนสิ่งของที่สร้างขึ้นมานั้น  ต้องอาศัยสถานการณ์  ปัจจัยแวดล้อมมากมาย   ที่จะทำให้ความรู้ที่เป็นชิ้นส่วนสิ่งของสามารถนำไปสู่การใช้ได้จริง   ซึ่งต้องมีการจัดการ “สภาพแวดล้อมการวิจัย” (Research Environment)  ให้เชื่อมต่อร้อยเข้ากันได้  มิเช่นนั้นผลงานวิจัย ความรู้ที่เป็นชิ้นส่วนก็จะ “ขึ้นหิ้ง”  ซึ่งมักปรากฎให้เห็นว่า   ผลงานวิจัยเป็นเพียง “เอกสารรายงาน”  ที่มีการตีพิมพ์เผยแพร่  ให้คนกลุ่มเล็กๆได้อ่านเท่านั้น
งานวิจัยที่คุ้มค่าควรศึกษามิติการขยายผลงานวิจัยไปพื้นที่อื่นที่มีปัจจัยเงื่อนไขที่แตกต่างกัน  งานวิจัยส่วนใหญ่ที่ผ่านมามักศึกษาสถานการณ์สภาพปัญหาของแต่ละพื้นที่  หรือแต่ละกลุ่ม  และคณะนักวิจัยทุ่มเทเวลา ทรัพยากรเพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนาเทคโนโลยีให้เฉพาะกลุ่มนั้น  โดยไม่ค้นหาปัจจัยเงื่อนไขสำคัญในการขยายผลไปยังกลุ่มอื่นในพื้นที่อื่น  การวิจัยลักษณะนี้เหมาะกับผู้ประกอบการเอกชนที่ใช้เงินทุนส่วนตัว  แต่ไม่ยุติธรรมเมื่อใช้เงินของสาธารณะ  หากไม่มีการนำองค์ความรู้ไปสู่การขยายผลไปยังกลุ่มอื่น  
การขยายผลไปยังกลุ่มอื่นนั้น  นักวิจัยควรศึกษากลไก หรือหนทางที่จะขยายผล ไม่ใช่ขยายผลโดยนักวิจัยขอทุนวิจัยไปทำซ้ำในพื้นที่ใหม่  นั่นหมายถึงในการออกแบบงานวิจัย  นักวิจัยต้องหาคำตอบเพื่อการขยายผลด้วย และองค์ความรู้ที่ค้นพบในการทำวิจัยถือว่าเป็นคำตอบในลักษณะตัวคูณ
ในขณะที่ผู้ทำวิจัยทุกคนมีความตั้งใจ ทุ่มเทความสามารถอย่างเต็มที่ในการสร้างความรู้ใหม่ๆ แต่ผลงานเหล่านั้นขาดการจัดการสภาพแวดล้อมไปสู่การใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าเวลาและงบประมาณที่ใช้ไป
ดังนั้นความเข้าใจเรื่อง “สภาพแวดล้อมการวิจัยหรือระบบนิเวศการวิจัย” ที่เห็นปัจจัยเงื่อนไข และกลไกที่จะเอื้ออำนวยให้ผลงานวิจัยสามารถนำไปสู่การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน  จึงเป็นเรื่องที่ควรนำมาพิจาณาตั้งแต่เริ่มต้นการทำวิจัย  
ประเทศอังกฤษก็กำลังเปลี่ยนการประเมินการวิจัย  จาก Research Assessment Exercise (RAE) ซึ่งวัดจากจำนวน Citation มาเป็น Research Excellent Framework (REF) ในปี ๒๐๑๔ (http://www.hefce.ac.uk/research/ref/resources/REFguide.pdf  )   ซึ่งวัดผลใน ๓ ด้าน คือ  
  1. ด้านคุณภาพผลงานวิจัย (Research Output) มีน้ำหนักร้อยละ ๖๕  วัดโดยผู้ทรงคุณวุฒิเฉพาะทาง  จากการตีพิมพ์  เน้นคุณภาพทางวิชาการ  ซึ่งมีความสำคัญมาก  เนื่องจากความรู้ที่จะนำไปใช้ต้องมีความน่าเชื่อถือ  
  2. ด้านผลกระทบจากงานวิจัย (Research Impact)  ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม  วัฒนธรรม  คุณภาพชีวิต  สิ่งแวดล้อม  และการกำหนดนโยบาย  มีน้ำหนักร้อยละ ๒๐ ให้ความสำคัญกับการสร้างผลงานที่เป็นภาพรวม  การทำงานเป็นกลุ่ม ไม่ใช่โครงการเดี่ยวๆ (The impact of the submitting unit as a whole, not the impact of individual researchers.)
  3. ด้านสภาพแวดล้อมการวิจัย (Research Environment) เป็นบริบทสภาพแวดล้อมของการวิจัยที่มีชีวิตและความยั่งยืนของการวิจัย (vitality and sustainability of the research environment)   เพื่อทำให้สามารถนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์และขยายผลในวงกว้างได้  (how far  the research environment supports a continuing  flow of excellent research and its effective  dissemination and application)  ซึ่งมีน้ำหนักร้อยละ ๑๕  โดยมีการประเมินด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้
  • ทรัพยากรการวิจัย  ได้แก่  งบประมาณการวิจัย  บุคลากรด้านการวิจัย และโครงสร้างพื้นฐาน        สิ่งอำนวยความสะดวก ซึ่งน่าจะรวมทั้งกฎ ระเบียบที่เอื้ออำนวยให้ทำวิจัยด้วย  (resourcing : including staffing, research  income, infrastructure and facilities)
–    การบริหารจัดการวิจัย   มีการกำหนดยุทธศาสตร์การวิจัยที่ทันสถานการณ์   การพัฒนาบุคลากรการวิจัยและสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่  ( management : including the forward  strategy, staff development and training of  postgraduate  researchers)

–   การสร้างความร่วมมือกับผู้เกี่ยวข้องกับการวิจัย    การสร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการวิจัย   ที่มีผู้ใช้ประโยชน์จากการวิจัย การเรียนรู้ข้ามศาสตร์สาขา  และการทำงานวิจัยร่วมกันกับฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การใช้ประโยชน์จากงานวิจัยกว้างขวางมากขึ้น (engagement : including arrangements for the exchange of people and ideas with  research user organisations, public engagement, support for interdisciplinary  and collaborative research, and wider  contributions to the research base and  relevant esteem indicators)

สำหรับประเทศไทย  คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.)  เห็นชอบให้มีการกำหนดสายงานวิชาการรับใช้สังคม (Social Impact) เพื่อให้อาจารย์มหาวิทยาลัยเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาสังคม และพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยทำการศึกษาและยกร่างระเบียบการกำหนดตำแหน่งวิชาการรับใช้สังคม ในเดือน มกราคม ๒๕๕๕  ร่างคำนิยามของผลงานทางวิชาการรับใช้สังคม คือผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมที่เกิดขึ้นโดยความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่ง และปรากฏผลลัพธ์ที่สามารถประเมินได้เป็นรูปธรรม โดยประจักษ์ต่อสาธารณะ เป็นผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือหลายสิ่งเกี่ยวกับชุมชน วิถีชีวิต วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง คุณภาพชีวิตหรือสุขภาพ เป็นต้น (ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี ๑๙/๒๕๕๕ผลการประชุมก.พ.อ.ครั้งที่๑/๒๕๕๕(http://www.moe.go.th/websm/2012/jan/019.html)
ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย  รองผู้อำนวยการ สกว. ด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาทั้งพื้นที่ ได้พูดคำว่า “กระบวนการเรียนรู้”  และ “ กลไก ”  เมื่อเข้ามาทำงานที่ สกว. ๑๐ กว่าปีที่แล้ว  ในช่วงเวลานั้นก็ยังมองไม่เห็นภาพที่เป็นรูปธรรม  เนื่องจากแวดวงการวิจัยสมัยนั้น  ยังเน้นเรื่องคุณภาพการวิจัย ที่เป็น research outputs   เน้นการตรวจสอบความถูกต้องของระเบียบวิธีการวิจัย  และการสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ  เพื่อให้สามารถสร้างผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ  สู่การตีพิมพ์  
เมื่อมีการพัฒนาชุดโครงการวิจัยและพัฒนา  สกว.มักเชิญผู้ใช้ประโยชน์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นการวิจัยมาร่วมกันระดมความคิด  หาทิศทางการวิจัย และโจทย์วิจัย  เพื่อจะทำให้สามารถนำผลงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ได้  แต่เมื่อลงมือทำวิจัย  ก็ต่างคนต่างทำ  ตามสัญญาของแต่ละโครงการวิจัย  เมื่องานวิจัยจบแล้ว  บางโครงการก็ใช้ประโยชน์ได้  บางโครงการก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์  เพราะสถานการณ์ปัจจัยแวดล้อม และเงื่อนไข หรือระบบนิเวศการวิจัยเปลี่ยนไป   และการใช้ประโยชน์ของงานวิจัยโครงการหนึ่งต้องไปเชื่อมต่อกับอีกโครงการหนึ่ง  แต่พอทำวิจัยของแต่ละโครงการเสร็จแล้ว  ในแต่ละโครงการย่อยก็มีการปรับตามสถานการณ์เงื่อนไขเฉพาะของโครงการ  ทำให้เมื่อทำวิจัยเสร็จแล้วไม่สามารถมาต่อกันได้
จนกระทั่งปี ๒๕๕๐  สกว. มองเห็นว่าการวิจัยที่สามารถใช้ประโยชน์ได้จริง  ต้องเป็นการวิจัยที่ทำในบริบทในพื้นที่ที่เป็นสถานการณ์จริงของแต่ละพื้นที่ ซึ่งมีความแตกต่างกันในสภาพภูมิประเทศ  ฐานทรัพยากร  ภูมิปัญญาท้องถิ่น  วิถีชีวิต วัฒนธรรม  ความคิดความเชื่อ  เพื่อให้ผลงานวิจัยหรือความรู้ไปสู่การใช้ประโยชน์ได้จริง  ซึ่งต้องมี  ”กลไก” การนำความรู้ไปใช้  จึงต้องทำงานร่วมมือกับภาคีที่เกี่ยวข้องในพื้นที่  ได้แก่ กลไกภาครัฐที่มีอำนาจหน้าที่และสามารถตั้งงบประมาณประจำปี  กลไกภาคประชาชนเป็นเจ้าของพื้นที่และทำมาหากินอยู่ในพื้นที่  กลไกภาคเอกชนที่ขับเคลื่อนการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ  และกลไกภาควิชาการที่เป็นหน่วยสร้างความรู้และวิทยาการใหม่ๆ และสร้างข้อมูลความรู้แบบมีส่วนร่วม เพื่อให้ผู้วิจัย ผู้ใช้ประโยชน์จากการวิจัยและภาคีผู้เกี่ยวข้อง เกิด “กระบวนการเรียนรู้” ร่วมกันในการพัฒนาพื้นที่ตนเองได้อย่างต่อเนื่อง  
จากแนวคิดการวิจัยเพื่อพัฒนาทั้งพื้นที่ (Area-based Collaborative Research and Development  – ABCRD) ดังกล่าวข้างต้น คำพูดของดร.สีลาภรณ์ บัวสาย เรื่อง “กลไก”  และ “กระบวนการเรียนรู้”  ที่กล่าวมาแล้วกว่า ๑๐ ปี ก็มีความกระจ่างชัดเจน  เมื่อมีการปฏิบัติการในพื้นที่ระดับจังหวัดที่ได้นำร่องไปแล้วหลายจังหวัด (ดูตัวอย่างที่เขียนเกี่ยวกับการวิจัยพัฒนาพื้นที่จังหวัดน่าน)
ศาสตราจารย์นายแพทย์วิจารณ์ พานิช อดีตผู้อำนวยการ สกว. ได้บรรยาย เรื่องวิชาการรับใช้สังคม  เมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๔ ว่า   เมื่อปี ๒๕๔๑ สกว. ครบ ๕ ปี ได้รับการประเมินดีมาก  แต่มีคำถามว่าชาวบ้านได้ประโยชน์อะไร  สกว. จึงได้ตั้งฝ่ายวิจัยท้องถิ่น  ให้ชาวบ้านทำวิจัยเอง  โดยมีพี่เลี้ยงสร้างการเปลี่ยนแปลง   เพื่อให้ชาวบ้านเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง  และสร้างความมั่นใจในการพึ่งตนเองด้วยการใช้ความรู้  
ศาสตราจารย์นายแพทย์วิจารณ์ได้ชี้ให้เห็นว่างานวิจัยรูปแบบนี้  เปลี่ยนวิธีคิดของตนเอง  มีมิติจิตวิญญาณ   ดังเช่นงาน R 2 R (Routine to Research) ซึ่งมีเป้าหมายการพัฒนาคน  ทำให้คนมุ่งมั่นเรียนรู้เพื่อการพัฒนางาน   งานวิจัยชาวบ้านเป็นงานวิจัยเพื่อใช้ความรู้ (translational Research)  และ R 2 R โดยผู้ได้รับประโยชน์เป็นผู้ริเริ่มดำเนินการ  คุณค่าสูงสุดของงานวิจัยชาวบ้านคือการสร้างความมั่นใจตนเอง  ใช้ศักยภาพตัวเอง และให้รู้จักตัวเอง  องค์ประกอบหลัก คือ “การเรียนรู้” จากการลงมือทำ  จากการประกอบอาชีพ คุณค่าการเรียนรู้  ผ่านการปฏิบัติเป็นกลุ่มร่วมกัน  เป็นการยกระดับความรู้  เก็บข้อมูลจากผลการปฏิบัติ  ไม่มีความลำเอียง  ทำให้ข้อมูลน่าเชื่อถือ  ทำไปเรื่อยๆจนเป็นนิสัย  เป็นบุคคลเรียนรู้  ทำให้การวิจัย เป็นวิถีชีวิต  ซึ่งต้องมีพี่เลี้ยงที่มักเป็นนักวิชาการ  ที่มีความสัมพันธ์แบบแนวราบ  
ดร.สีลาภรณ์ได้ชี้ให้เห็นว่า  เมื่อชาวบ้านเป็นผู้สร้างความรู้และหาข้อเท็จจริงด้วยตนเองแล้ว  ชาวบ้านเป็นผู้นำความรู้ที่เหมาะสมไปเสนอแนะให้ผู้บริหารและผู้ปกครองท้องถิ่นในการวางแผนพัฒนาท้องถิ่นที่เหมาะสมและถูกต้อง  นั่นคือ “กระบวนการทางประชาธิปไตยที่แท้จริง”   การวางแผนและการใช้งบประมาณพัฒนาท้องถิ่นมิใช่คิดจากฝ่ายปกครองเพียงฝ่ายเดียว
โครงสร้างพื้นฐานของวิชาการรับใช้สังคมเพื่อแก้ปัญหาวิกฤติชาติ
ศาสตราจารย์นายแพทย์วิจารณ์ พานิช  บรรยายเรื่อง “การสร้างสรรค์งานวิจัยเพื่อรับใช้สังคม”   เมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๔  ที่โรงแรมโลตัสปางสวนแก้ว เชียงใหม่ ว่า
“จากเหตุการณ์ที่ราชประสงค์  เป็นสัญญาณอันตรายอย่างยิ่งของประเทศ  จึงหันมามองว่า  มหาวิทยาลัยทำหน้าที่ขาดบางอย่าง  มหาวิทยาลัยต้องใกล้ชิดสังคมมากขึ้น  อุดมศึกษาต้องสร้างสังคมเรียนรู้  โดยมีการสร้างนักวิชาการสายรับใช้สังคม  ปัจจุบันเราใช้วิชาการสายนานาชาติ เท่านั้น  แต่ควรมีสายรับใช้สังคมด้วย  มีการยอมรับผลงาน  มีการตีพิมพ์  เป็นผลงานสายวิชาการที่ยอมรับกันได้
วิชาการรับใช้สังคม  ต้องมี โครงสร้างพื้นฐาน มีทรัพยากรในชุมชนผ่านองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อันเนื่องมาจากการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ต้องมองว่ามหาวิทยาลัยไม่ใช่เข้าไปทำงานในพื้นที่  แต่ต้องไปร่วมมือกับคนในพื้นที่ โดยมีโครงสร้างใหม่ของงานวิชาการรับใช้สังคม คือ
  • มีรองอธิการบดีดูแลด้านวิชาการรับใช้สังคม
  • มีเกณฑ์วัดคุณภาพผลงานวิชาการแบบใหม่
  • มีวิธีแต่งตั้งตำแหน่งวิชาการรับใช้สังคม
  • มีการเชื่อมโยงการเรียนการสอน  การวิจัยและบริการวิชาการไปด้วยกัน
  • ต้องมี  “โครงสร้าง”  และ “ กลไก ”   ในพื้นที่  ต้องไม่ตกร่องวิธีคิดแบบมหาวิทยาลัย ”
ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย ได้สรุปประสบการณ์การทำงานของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)ว่า  การนำผลงานวิจัยเพื่อการพัฒนา  ต้องอยู่ในบริบทพื้นที่ ที่มาจากความร่วมมือของ ๑) “กลไก” ที่นำความรู้ไปใช้ในพื้นที่  ตามสถานการณ์จริง  หัวใจสำคัญคือ ๒) “กระบวนการเรียนรู้” ของคนในพื้นที่  และต้องมี ๓) “ข้อมูลความรู้” ที่เป็นความจริงในพื้นที่  องค์ประกอบทั้ง ๓  ส่วนนี้จะทำให้การพัฒนาตามเงื่อนไขจริงในพื้นที่เป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง  ตามการเปลี่ยนแปลงของกลไก  กระบวนการเรียนรู้ใหม่ๆ และข้อเท็จจริงที่เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา
ดังนั้นการวิจัยเพื่อสร้างความรู้ เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่ง ความรู้อยู่ลอยๆ ก็คือ “ขึ้นหิ้ง”  หากจะนำความรู้ไปสู่การใช้ประโยชน์ต้องมีการเชื่อมโยงองค์ประกอบต่างๆภายใต้ “สภาพแวดล้อมการวิจัย” หรือบริบทในพื้นที่  อาจเรียกว่า ระบบนิเวศการวิจัย (Research Environment)   อันประกอบด้วย  คน  ทรัพยากร และการจัดการ  ผู้บริหารงานวิจัยจึงต้องมีทักษะ “การคิดเชิงระบบ” (System Thinking)  สามารถมองเห็นความสัมพันธ์ของความซับซ้อน  ภายใต้สภาวะเงื่อนไขต่างๆ  ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
อย่างไรก็ตามการสร้างผลงานวิจัยที่เป็นรูปธรรมในพื้นที่เล็กๆ ยังมีความสำคัญ เนื่องจากสามารถแสดงสิ่งที่เกิดผลขึ้นจริงเป็นที่ประจักษ์  และการหาความรู้ในห้องปฏิบัติการก็มีความจำเป็น  เพียงให้มีการมองภาพรวมเชิงระบบว่าสรรพสิ่งล้วนสัมพันธ์กัน  และมองเห็นกลไกการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ก่อนตั้งโจทย์วิจัย  ซึ่งต้องมีผู้บริหารงานวิจัยเชิงพื้นที่ที่สามารถมองภาพรวมเชิงระบบได้  และสามารถสร้างได้จากการปฏิบัติงาน เมื่อ กว่า ๑๐ ปีที่แล้ว ศาสตราจารย์ดร.ปิยะวัติ บุญ-หลง อดีตผู้อำนวยการ สกว.คนที่ ๒  ได้พูดในการประชุมเครือข่ายวิจัยอุดมศึกษา ที่ภาคเหนือว่า  “นักวิจัยเหมือนมดทำมาหากินด้วยความขยันบนท่อนซุงใหญ่ โดยมองไม่เห็นว่าท่อนซุงใหญ่นี้จะถูกน้ำซัดไปที่ใด”  ทำให้เข้าใจว่า   เมื่อนักวิจัยทำงานเพียงชิ้นส่วนเล็กๆ เท่านั้น  ควรหันกลับมามองภาพใหญ่หรืองานวิจัยเพื่อพัฒนาทั้งพื้นที่ด้วย  รองศาสตราจารย์ดร.สุธีระ  ประเสริฐสรรพ์ อดีตรองผู้อำนวยการ สกว.  เปรียบเทียบว่า  ให้มองเห็นดังตาผึ้ง  ที่มีเล็นซ์มองเห็นได้ทั้งภาพเล็กและภาพกว้าง
การมองภาพกว้าง  ควรเข้าใจระบบนิเวศการวิจัยมีหลายมิติ อาจมีมุมมองต่อไปนี้คือ
  • ก่อนเริ่มการวิจัย (ต้นน้ำ) ต้องมีทรัพยากรการวิจัย  ได้แก่  งบประมาณการวิจัย  บุคลากรด้านการวิจัย และโครงสร้างพื้นฐาน  สิ่งอำนวยความสะดวก รวมทั้งกฎระเบียบที่เอื้ออำนวยให้ทำวิจัยด้วย  และหน่วยวิจัยต้องมีการกำหนดยุทธศาสตร์การวิจัยที่ทันสถานการณ์   และตรงตามสภาพจริงในพื้นที่
  • ในระหว่างทำวิจัย (กลางน้ำ)  ต้องมีการบริหารจัดการวิจัย  การสร้างความร่วมมือกับผู้เกี่ยวข้องกับการวิจัย    การสร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการวิจัย   ที่มีผู้ใช้ประโยชน์จากการวิจัย  สร้างกระบวนการเรียนรู้ข้ามศาสตร์สาขา  และการทำงานวิจัยร่วมกันกับฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การใช้ประโยชน์จากงานวิจัยกว้างขวางมากขึ้น  มีการพัฒนาบุคลากรการวิจัยและสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ด้วย  
  • เมื่อเสร็จสิ้นการวิจัย (ปลายน้ำ)  มีการจัดเวทีนำเสนอผลการวิจัย  ตรวจสอบผลงานวิจัยร่วมกับผู้เกี่ยวข้อง  เพื่อรับความเห็นข้อเสนอแนะ  สร้างกระบวนการเรียนรู้  เพื่อการขยายผลการวิจัยด้วย

ประสบการณ์ด้านการจัดการวิจัยร่วมกับสถาบันการศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่น  
เมื่อได้ไปดูภาพจริงการทำงานของนักวิชาการท้องถิ่นทำงานกับประชาชนอย่างใกล้ชิด  เห็นสถานการณ์การเผชิญกับปัญหาที่ปรากฎอย่างแท้จริงแล้ว  ทำให้มองมิติคุณภาพงานวิจัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นที่แตกต่างจากคุณภาพงานวิจัยของมหาวิทยาลัยวิจัยเพื่อสร้างความรู้สู่สากล
เมื่อปี๒๕๔๙ ได้ไปเห็นอาจารย์ผู้สอนยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนา  ในพื้นที่ที่มีความหลากหลายชาติพันธุ์  ร่วมกับลูกศิษย์คนหนึ่งมาจากชุมชนชาติพันธุ์ม้ง  เป็นชุมชนที่อยู่ห่างจากถนนหลักเพียงประมาณ ๒๐ กิโลเมตรแต่ต้องใช้เวลาเดินทางถึง ๒ ชั่วโมงด้วยสภาพเส้นทางที่เป็นภูเขาคดเคี้ยวขรุขระ  เมื่อเดินทางไปถึงพบโรงเรียนระดับประถมศึกษาอยู่ในสภาพไม่เป็นระเบียบ  ครูผู้สอนบางท่านมาอาทิตย์ละ ๒-๓ วัน  คนในชุมชนมีความห่วงใยคุณภาพการศึกษาของเด็กเยาวชน  อาจารย์มหาวิทยาลัยในท้องถิ่นพบสภาพเช่นนี้  ก็มีแรงบันดาลใจที่จะพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่ชุมชนกำลังเผชิญอยู่อย่างไม่เกรงกลัวต่อความเหนื่อยยากลำบากเลย การสร้างผลงานวิชาการในสถานการณ์เช่นนี้ก็มุ่งเพียงการใช้ความรู้ไปแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น แต่หากมีนักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญสามารถเดินทางเช่นนี้ได้  และมาทำงานในท้องถิ่นที่ขาดแคลนได้  ก็จะสามารถสร้างความรู้จากท้องถิ่นสู่สากล  อย่างไรก็ตามหัวใจของนักวิชาการท้องถิ่นมุ่งเพียงแก้ปัญหาภายในท้องถิ่นให้ลุล่วง  แม้จะเหน็ดเหนื่อยสักเพียงใด  ก็สุขใจแล้ว
อาจารย์อีกท่านหนึ่งสอนพัฒนาชุมชน นำนักศึกษาทำงานร่วมกับเครือข่ายชุมชนและร่วมมือกับหน่วยงานรัฐที่ปฏิบัติงานในท้องถิ่นเสมือนเป็นพี่น้องกัน  เมื่อพบเห็นปัญหาคุณภาพผลิตภัณฑ์ชุมชนก็หาหน่วยงานที่มีบทบาทมาสนับสนุน  เมื่อพบปัญหาการตลาดก็หาช่องทางช่วยเหลือ  แต่ละครั้งที่พบปะคนในชุมชนก็จะพบปัญหาอยู่ร่ำไป  ดังนั้นโจทย์วิจัยจึงหนีไม่พ้นปัญหาเฉพาะหน้า  เป็นการทำงานด้วยน้ำใจและหัวใจ  ที่สัมผัสระหว่างมนุษย์กับมนุษย์สัมพันธ์ฉันพี่น้อง  มิติการมองปัญหาแตกต่างจากผู้อยู่นอกท้องถิ่น  ที่สามารถมองมุมที่กว้างกว่า  และมองเห็นกลไกการจัดการเชิงระบบสัมพันธ์ระหว่างกลไกท้องถิ่นกับกลไกภายนอก
เมื่อต้นเดือนสิงหาคม ๒๕๔๙  ผู้เขียนเดินทางไปกับอาจารย์ผู้สอนการเกษตรยั่งยืน ไปพบชุมชนที่ต้องการพึ่งตนเองด้านพลังงาน  คนในชุมชนรวมตัวกันประมาณ ๓๐ คนมีความพยายามปลูกสบู่ดำเพื่อเป็นแหล่งพลังงานในท้องถิ่นในภาวะน้ำมันราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ  ทั้งที่รู้ว่าปลูกสบู่ดำ ๑ ไร่เก็บเกี่ยวได้เพียง ๘ กิโลกรัมและหีบน้ำมันได้เพียง ๒ ลิตรเท่านั้น  เมื่อมองจากคนภายนอกเป็นโจทย์ที่ไม่น่าทำเลยเพราะไม่คุ้มค่า แต่สภาพจริงในชุมชน  พบว่าทุกฝ่ายไม่ว่าสมาชิกอบต. ครูและนักเรียนร่วมกันมาส่งแรงเสริมเพื่อหาหนทาง ให้ชุมชนมีแหล่งพลังงานทดแทนน้ำมันอย่างใจจดใจจ่อ  และมีความหวังพึ่งพานักวิชาการท้องถิ่นมาช่วยหาทางออกให้กับชุมชน
กรณีดังกล่าวทำให้เห็นว่านักวิชาการท้องถิ่นต้องเผชิญกับปัญหาจริงทุกขณะ  เผชิญอยู่กับลมหายใจของชาวบ้าน  ไม่สามารถหยุดปัญหาที่พบเห็นได้ตลอดเวลา  โจทย์ปัญหาในท้องถิ่นจึงเป็นโจทย์เล็กๆ เป็นจุดๆ และเป็นโจทย์แก้ปัญหาเฉพาะที่เกิดขึ้นตามสถานการณ์จริง ปัญหาที่มองจากมุมหนึ่งดูไม่สำคัญ แต่ในสภาพของคนท้องถิ่นกลายเป็นปัญหาสำคัญ  จึงไม่สามารถมองภาพรวมปัญหาได้อย่างเป็นระบบเชื่อมภาพวงกว้างได้
ประสบการณ์การจัดการวิจัยในหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อสร้างคนสู่อาชีพในท้องถิ่น
เมื่อ “ กระบวนการวิจัย ”  เป็นเครื่องมือทำให้เกิด “ กระบวนการเรียนรู้ ” ของคน สกว. จึงได้สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาธุรกิจอาหารท้องถิ่นสู่สากล ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏ ๑๒ แห่ง  ในพื้นที่ ๔ ภูมิภาค ในช่วง ปี ๒๕๕๓ มีการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนให้นักศึกษาปฏิบัติการธุรกิจอาหารร่วมกับหน่วยงานที่มีบทบาทสนับสนุนธุรกิจอาหาร และเรียนรู้จากผู้ประกอบการในท้องถิ่น โดยใช้กระบวนการวิจัย  เพื่อพัฒนายกระดับคุณภาพธุรกิจอาหารท้องถิ่นให้สามารถจำหน่ายได้และสร้างโอกาสเชื่อมโยงกับตลาดสากล  
ผลที่ได้จากงานวิจัยนี้ คือนักศึกษาได้เรียนรู้ประสบการณ์การทำธุรกิจอาหารในท้องถิ่น ด้วยการทำวิจัยปฏิบัติการเพื่อพัฒนาคุณภาพอาหารท้องถิ่นให้ตรงตามความต้องการของตลาด มหาวิทยาลัยได้พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนและรายวิชาให้ตรงตามสถานการณ์การทำธุรกิจอาหารในท้องถิ่น ด้วยการบริหารจัดการทรัพยากรการเรียนรู้ภายในท้องถิ่นและมหาวิทยาลัยที่ทำวิจัยเอง  นอกจากนี้ยังมีการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในท้องถิ่น ผู้ประกอบการธุรกิจอาหารในท้องถิ่นด้วย
ผลจากการจัดการวิจัยร่วมกับการเรียนการสอนนักศึกษาในหลักสูตรอาหาร พบว่ามีการพัฒนายกระดับธุรกิจอาหารท้องถิ่นทั้ง ๔ ภูมิภาค ที่มีศักยภาพในการทำธุรกิจ ในด้านคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร  มีข้อมูลแหล่งวัตถุดิบและคุณค่าของอาหารท้องถิ่น การพัฒนารูปแบบอาหารให้ตรงตามรสนิยมผู้บริโภค  การจัดบริการอาหารในรูปแบบใหม่ๆ การเชื่อมโยงเครือข่ายที่เป็นองค์ประกอบของธุรกิจอาหาร เช่น แหล่งผลิตวัตถุดิบ  แหล่งผลิตภาชนะและบรรจุภัณฑ์อาหาร แหล่งจัดจำหน่าย แหล่งเงินทุน  การสร้างกลไกการสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐในท้องถิ่นที่มีบทบาทเกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด  สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ทำให้เกิดการพัฒนาธุรกิจอาหารในมุมมองใหม่ทั้งห่วงโซ่ของธุรกิจอาหารท้องถิ่น  และมีการพัฒนาแผนธุรกิจอาหารท้องถิ่นในแต่พื้นที่ ดังต่อไปนี้
มหาวิทยาลัยราชภัฏ
ประเภทธุรกิจอาหารในท้องถิ่น
เชียงราย
รูปแบบใหม่การจัดเลี้ยงขันโตกที่มีคุณภาพ และพัฒนาเป็นสินค้าผลิตภัณฑ์อาหารพื้นบ้าน
อุตรดิตถ์
ยำท่าเหนือ(ปลาซิวแก้ว สับปะรดห้วยมุ่น เม็ดมะม่วงหิมพานต์)  เปาะเปี๊ยะข้าวกล้องวังแดง  
พิษณุโลก
ผลิตภัณฑ์ส้มโอหิมะ และกล้วยรังนก
อุดรธานี
การพัฒนาธุรกิจอาหารอีสานพื้นบ้านและอาหารไทพวน
เลย
ธุรกิจการบริการอาหารว่างไทยเลยและขนมอบ
นครราชสีมา
ธุรกิจการจัดเลี้ยงอาหารท้องถิ่นโคราช “กินเข่าค่ำ” ที่มีคุณภาพ และคงไว้วัฒนธรรมดั้งเดิม
สงขลา
พัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ปลาหวานในท้องถิ่น
สุราษฎร์ธานี
ธุรกิจไข่เค็มไชยา ทั้งห่วงโซ่อุปทาน
ราชนครินทร์
ก๋วยเตี๋ยวปากหม้อ  และผลิตภัณฑ์แปรรูปมะม่วง
เพชรบุรี
เค้กหม้อแกง  ไอศกรีมหม้อแกง คุกกี้ลูกตาลอ่อน  ขนมข้าวต้มมัด
สวนสุนันทา
รูปแบบการบริการอาหารไทยชาววังสวนสุนันทา
สวนดุสิต
การสร้างผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหาร

ธุรกิจอาหารท้องถิ่นที่มีศักยภาพได้รับการพัฒนา ๑๒ ประเภทดังกล่าว  เป็นเครื่องมือการเรียนรู้การสร้างอาชีพให้นักศึกษาของมหาวิทยาลัยราชภัฏ ๑๒ แห่ง จำนวนประมาณ ๓๐๐ คน มีรายงานจากมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งหนึ่งว่านักศึกษา ๔ คนตัดสินใจประกอบอาชีพธุรกิจอาหาร    มีการทำแผนธุรกิจนำไปสู่การปฏิบัติการธุรกิจจริง  เชื่อมโยงกับหน่วยงานที่ส่งเสริมการประกอบอาชีพ  เช่น  หน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจ (UBI)  ผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์ อาทิ กลุ่มแม่บ้าน ร้านอาหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในท้องถิ่น   ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในจังหวัด  ผู้ประกอบธุรกิจอาหารในท้องถิ่นได้รับการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์อาหารให้มีคุณภาพและตรงตามความต้องการผู้บริโภค ๔ แห่ง ได้แก่   กลุ่มผู้จัดเลี้ยงขันโตกจังหวัดเชียงราย   กลุ่มแปรรูปขนมไทยจังหวัดพิษณุโลก กลุ่มผลิตปลาหวานจังหวัดสงขลา  กลุ่มแปรรูปมะม่วงจังหวัดฉะเชิงเทรา
มหาวิทยาลัยราชภัฏ ๑๒ แห่งได้จัดการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ให้นักศึกษาเรียนรู้จากสถานการณ์การประกอบอาชีพจริงในท้องถิ่น  รู้จักวัตถุดิบในท้องถิ่น  เรียนรู้ห่วงโซ่อุปทานของสินค้าอาหารท้องถิ่น  เพื่อให้นักศึกษาสามารถคิดเชิงระบบได้  และจัดการเรียนการสอนให้นักศึกษาสามารถหาความรู้ด้วยตนเอง จากประสบการณ์ปฏิบัติจริง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอาหาร มีการจัดการเรียนการสอนโดยการผสมผสาน ๒-๓ สาขาวิชาร่วมกัน มีการนำผลจากการวิจัยไปพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนใหม่ ๕ หลักสูตร และ ๗ รายวิชา
ผลงานวิจัยนี้ได้เห็นความสำเร็จในการปรับบทบาทอุดมศึกษาในการจัดการการศึกษาเพื่อพัฒนาคนสู่อาชีพในท้องถิ่น และนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นและคุณภาพชีวิตคนท้องถิ่น  ด้วยการจัดการเรียนการสอนให้นักศึกษาที่เป็นคนในท้องถิ่นมีปฏิสัมพันธ์กับผู้มีความรู้ด้านการปฏิบัติจริง และสถาบันการศึกษาจัดการศึกษาโดยใช้ทรัพยากรและสร้างความร่วมมือกับกลไกที่เกี่ยวข้องกับการประกอบอาชีพในท้องถิ่นโดยเฉพาะ ธุรกิจอาหารไทยในท้องถิ่นที่มีศักยภาพ  ดังสรุปในรูป

การจัดการวิจัยเพื่อสร้างความรู้ ๓ มิติ
การจัดการวิจัยเพื่อสร้างความรู้ ๓ มิติ ดังรูป  มีการดำเนินงานในประเทศไทยมากว่า ๑๐ ปีแล้ว  สนับสนุนโดยสกว.(สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย) ในโครงการ IRPUS,   ABC-PUS/MAG ,   CBPUS, CBMAG (เป็นการทำวิจัยโดยมีนักศึกษาปริญญาตรีและปริญญาโทมาร่วมทำวิจัยกับอาจารย์ที่ปรึกษา โดยมีโจทย์จากอุตสาหกรรม ชุมชน และท้องถิ่น)  
สกว. ได้สนับสนุนระบบบการบริหารจัดการงานวิจัย ของมหาวิทยาลัยในท้องถิ่น โดยเฉพาะการสร้างความสามารถให้ผู้จัดการงานวิจัยของมหาวิทยาลัย  จัดการงานวิจัยร่วมกับการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรีและปริญญาโทเพื่อบูรณาการศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ (ABC-PUS/MAG) โดยพัฒนาโจทย์วิจัยจากสถานการณ์ปัญหาและความต้องการขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น  เพื่อให้ผลงานวิจัยสามารถใช้ประโยชน์ตามความต้องการของท้องถิ่นได้  ในขณะเดียวกันนักศึกษาที่ร่วมทำวิจัยได้เรียนรู้ในสถานการณ์จริงในพื้นที่  จึงเป็นกระบวนการพัฒนากำลังคนในพื้นที่ด้วย  เนื่องจากนักศึกษามีโอกาสสัมผัสและมองเห็นเส้นทางอาชีพของตนเองในพื้นที่  ด้วยกระบวนการดังกล่าวผู้สอนหรืออาจารย์ที่ปรึกษาเกิดการเรียนรู้เพื่อนำไปพัฒนาหลักสูตรปรับการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับการพัฒนาพื้นที่  และสามารถสร้างผลงานวิชาการนำไปสู่การตีพิมพ์ได้
เป้าหมายหลัก คือ สถาบันการศึกษาท้องถิ่นเป็นกลไกพัฒนาพื้นที่ด้วยการจัดการงานวิจัยตามความต้องการของพื้นที่ร่วมกับการเรียนการสอนอย่างมีคุณภาพ  โดยมีการดำเนินงานดังต่อไปนี้
  1. การพัฒนาระบบบริหารจัดการงานวิจัยของมหาวิทยาลัย เพื่อให้มียุทธศาสตร์การวิจัยนำสู่การเป็นกลไกอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น และเป็นอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัย
  2. การสร้างผู้จัดการงานวิจัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น  เป็นผู้ที่สามารถพัฒนาคุณภาพงานวิจัย ตั้งแต่การตั้งโจทย์วิจัย  การประสานเชื่อมโยงกับกลไกผู้ใช้ประโยชน์จากงานวิจัย  เพื่อให้ผลงานวิจัยยังธำรงอยู่ได้
  3. การสนับสนุนการวิจัยพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนด้วยการวิจัย โดยนักศึกษาสามารถมองเห็นเส้นทางประกอบอาชีพในพื้นที่
เส้นทางมหาวิทยาลัยเพื่อชุมชนท้องถิ่นของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ (โดยรศ.ดร.ฉัตรนภา พรหมมา)
ช่วงก่อนปี ๒๕๔๐ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์มีผลงานที่ร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่นที่มีคุณค่าควรแก่การสานต่อจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่ขึ้นกับบุคคล ขาดการบ่มเพาะสานพลังอย่างต่อเนื่อง จุดเปลี่ยนที่สำคัญ คือ  เมื่อปี ๒๕๔๐ – ๒๕๔๑ มหาวิทยาลัยได้ทุนวิจัยเชิงกลยุทธ์เพื่อประเมินสถานภาพองค์ความรู้และพัฒนาชุดโจทย์วิจัยที่สนองต่อเป้าหมายวิสัยทัศน์การพัฒนาพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ทำให้เกิดเครือข่ายระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคีทุกภาคส่วนอย่างเป็นรูปธรรมเป็นจุดเริ่มให้มีการสานต่อการวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเพื่อประโยชน์ของชุมชนท้องถิ่นที่มีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง โดยการพัฒนากลยุทธการขับเคลื่อนงานแบบบูรณาการเพื่อพัฒนาพื้นที่

มหาวิทยาลัยได้พัฒนานวัตกรรมการบริหารจัดการวิจัยแบบบูรณาการเพื่อพัฒนาพื้นที่ โดยความร่วมมือจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและองค์กรภาคีอย่างเป็นระบบ เชื่อมโยงการจัดการงานวิจัยของทุกคณะกับงานพัฒนาพื้นที่ระดับตำบล โดยหน่วยจัดการงานวิจัยและทีมงานที่เชื่อมกับตำบลของแต่ละคณะจะเชื่อมข้อมูลสถานการณ์ปัญหาจากพื้นที่เพื่อการวิจัยและปฏิบัติพันธกิจแบบบูรณาการอย่างมีส่วนร่วมกับเครือข่ายองค์กรภาคี  องค์ประกอบหลักของรูปแบบการบริหารจัดการ มี 4 ด้านหรือที่เรียกว่า RICN Model ได้แก่
1) การสร้างองค์ความรู้และการจัดการความรู้ควบคู่กับการทำงาน (Research)
2) การบูรณาการพันธกิจและศาสตร์ทุกสาขากับปัญหาในพื้นที่  (Integration )
3) การไหลเวียนของข้อมูลเพื่อการสื่อสารที่ทันต่อความเปลี่ยนแปลงเพื่อใช้ประโยชน์  (Communication)  
4) เครือข่ายการเรียนรู้และการทำงานทั้งภายในและภายนอกสู่เป้าหมายร่วมพัฒนา  (Network)
การทำงานแบบบูรณาการจะเป็นทั้งบูรณาการพันธกิจและศาสตร์  โดยในมหาวิทยาลัยจะไม่มีกำแพงระหว่างคณะ นอกมหาวิทยาลัยก็พยายามลดกำแพงระหว่างองค์กร การทำงานจะเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายทั้งเชิงประเด็นและเชิงพื้นที่ให้เชื่อมกันทุกภาคส่วนเป็นใยแมงมุมให้ได้มากที่สุด  โดยมหาวิทยาลัยและสถานศึกษาในพื้นที่ระดับตำบลจะเป็นศูนย์กลางที่ช่วยเป็นข้อต่อการเชื่อมโยงกันและกันโดยใช้ระบบการสื่อสารและฐานข้อมูลที่ดี มีการวิจัยและจัดการความรู้เป็นเครื่องมือในการสร้างองค์ความรู้ควบคู่กับการทำงานเพื่อให้สามารถเสริมพลังและสานพลังกันและกัน ในเครือข่ายองค์กรภาคีให้ปฏิบัติงานแบบบูรณการพันธกิจตามบทบาทขององค์กรที่รับผิดชอบให้มีประสิทธิภาพประกันคุณภาพตามตัวชี้วัดการทำงานขององค์กร ขณะเดียวกันก็เชื่อมโยงสู่เป้าหมายวิสัยทัศน์ร่วมของพื้นที่โดยมีการผนึกกำลัง สานพลังกันอย่างต่อเนื่องสำหรับระบบบริหารการจัดการคุณภาพงานวิจัยแบบบูรณาการเพื่อท้องถิ่น มีระบบหลักและระบบสนับสนุนรวมทั้งเครือข่ายภาคีและการเชื่อมฐานข้อมูลจากพื้นที่ระดับตำบลเพื่อใช้ประโยชน์การพัฒนาท้องถิ่น   ผลการดำเนินงานและการตอบรับจากภาคี  สรุปได้ดังนี้คือ
  1. 1. การบูรณาการปฏิบัติงานร่วมกันระดับคณะของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์  มีการเชื่อมโยงเครือข่ายการทำงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งภายใน และภายนอกคณะ มีการบูรณาการงานวิจัยกับงานสอน งานบริการวิชาการและทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม และขยายเครือข่ายสู่บุคลากรทั้งองค์กร โดยมีกลไกการเชื่อมโยงผ่านหน่วยจัดการงานวิจัยของแต่ละคณะและหน่วยจัดการงานวิจัยของมหาวิทยาลัย
  2. 2. นักศึกษาร่วมเรียนรู้จากประสบการณ์จริง คณาจารย์จากทุกคณะเชื่อมโยงรายวิชาที่สอนให้นักศึกษาได้ร่วมเรียนรู้จากการปฏิบัติในชุมชน การที่นักศึกษามีประสบการณ์ปฏิบัติงานในพื้นที่นอกจากจะช่วยให้นักศึกษาได้เรียนรู้ชุมชนและการฝึกปฏิบัติจากชีวิตจริงแล้วยังช่วยให้นักศึกษามีโอกาส แสดงศักยภาพ และผลงานที่ชุมชนยอมรับ ช่วยให้มีโอกาสรับงานที่สร้างรายได้ระหว่างเรียนและมีโอกาสเข้าสู่งานเพิ่มขึ้น
  3. 3. การเรียนรู้ร่วมกันระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นองค์กรภาคี  เป็นประโยชน์ทั้งในส่วนของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคี ภาพสะท้อนที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระบุว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงจากการที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์เข้าไปมีส่วนร่วม เช่น
  4. 1)    ช่วยให้มั่นใจที่จะทำงานด้วยตนเองได้อย่างมีพลัง
  5. 2) การจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ช่วยให้ทุกฝ่ายมีแรงเสริมที่จะนำประสบการณ์ความสำเร็จมาแบ่งปันกันได้เห็นศักยภาพคนในชุมชนชัดเจน ทำให้สร้างพลังร่วมได้อย่างตรงประเด็น
4. การมีส่วนร่วมของประชาชนในการทำงาน  ส่งผลให้เกิดความใกล้ชิดสามารถสื่อสารสถานการณ์ปัญหาเป็นเพื่อนร่วมเส้นทางพัฒนากับภาควิชาการได้อย่างเป็นพลวัตทันต่อความเปลี่ยนแปลง เช่น เครือข่ายเกษตรกรไม้ผลร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ในการพัฒนามาตรฐานคุณภาพไม้ผลเพื่อการส่งออกหรือ การลดต้นทุนการผลิตข้าวอินทรีย์และการเชื่อมโยงผลผลิตกับเครือข่ายการตลาดทั้งภายในและนอกประเทศ เป็นต้น
การจัดการงานวิจัยตามสภาพเงื่อนไขจริงในพื้นที่ดังกล่าว  ทำให้การวิจัยเป็นกระบวนการเรียนรู้ของคนทุกกลุ่ม  อีกทั้งยังสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มคนต่างๆในท้องถิ่น   นับว่าเป็นคุณสมบัติสำคัญทำให้สามารถนำไปสู่การสร้างสรรค์การพัฒนาท้องถิ่นได้อย่างกลมกลืน

จากงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นสู่วิทยาลัยการแพทย์พื้นบ้าน มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย  
ปี ๒๕๔๒ ดร.ยิ่งยง เทาประเสริฐ ได้จัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาการแพทย์พื้นบ้านขึ้น โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) ทำการสังคายนาองค์ความรู้หมอเมืองร่วมกับเครือข่ายหมอเมืองใน ๘ จังหวัดภาคเหนือตอนบน จนเกิดเป็นชุดโครงการวิจัยองค์ความรู้หมอเมืองขึ้นในภาคเหนือตอนบน เพื่อสังเคราะห์องค์ความรู้หมอเมืองและจัดทำเป็นตำราอ้างอิงกลางในระบบการแพทย์พื้นบ้านล้านนาตั้งแต่ปี๒๕๔๓-๒๕๔๖
          เมื่อปี ๒๕๔๕ จึงได้พัฒนาเป็นหลักสูตรปริญญาตรี ๔ ปี สาขาการแพทย์แผนไทย รวม ๔ แขนง ได้แก่ เภสัชกรรมไทยเวชกรรมไทย การนวดไทย และผดุงครรภ์ไทย นอกจากนั้นยังได้พัฒนาหลักสูตรระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาการวิจัยและพัฒนาเภสัชกรรมแผนไทย โดยได้รับการรับรองหลักสูตรทั้งสองจาก คณะกรรมการวิชาชีพสาขาการแพทย์แผนไทยตั้งแต่วันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ตาม พ.ร.บ. การประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓๓ (๑) (ข) ทำให้วิทยาลัยการแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ทางเลือก มีสถานะเป็นสถาบันการศึกษาสาขาการแพทย์แผนไทย ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่เมื่อเรียนจบหลักสูตรแล้ว สามารถขอสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสาขาการแพทย์แผนไทยทั้ง๔ แขนงได้ทันทีในประเภท ข และได้เปิดรับนักศึกษาทั้งภาคปกติและภาคพิเศษเป็นรุ่นแรกตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๕๔๖ ทั้งในระดับปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษา
ปัจจุบันการจัดการเรียนการสอนเป็นสหกิจศึกษา  โดยนักศึกษาไปปฏิบัติการรักษาคนท้องถิ่นในองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล   แลกด้วยสมุนไพรที่ชาวบ้านนำมาเป็นค่ารักษา  สมุนไพรเหล่านี้กลายเป็นอุปกรณ์ฝึกการเรียนรู้ของนักศึกษาในวิชาเภสัชกรรมไทย  ด้วยการผลิตตำรับยาสมุนไพรไทย ส่งไปให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลรักษาผู้ป่วย  เป็นการจัดการศึกษาที่เอื้อต่อระบบสุขภาพในท้องถิ่น และยังเป็นการสร้างคนสู่อาชีพในท้องถิ่นด้วย และยังได้ได้เชื่อมโยงประสบการณ์ดังกล่าว  สู่ประเทศเพื่อนบ้าน และองค์การระหว่างประเทศอีกด้วย
ผลการดำเนินงานดังกล่าวมาจากการบริหารจัดการระบบนิเวศการวิจัยอย่างซับซ้อน  สรุปได้ดังนี้
    • การมองภาพรวมเชิงสถาบัน  โดยใช้ผลงานวิจัยท้องถิ่นเป็นองค์ประกอบ สู่การเขียนตำราการเรียนการสอน  และการพัฒนาหลักสูตร
    • การประสานเชื่อมโยงกับกลไกหลัก  เช่นคณะกรรมการวิชาชีพสาขาการแพทย์แผนไทย
    • ความร่วมมือกับกลไกในท้องถิ่น ในการจัดการทรัพยากรในท้องถิ่นที่เอื้อประโยชน์ต่อทุกฝ่าย อย่างลงตัว
    • การเชื่อมโยงองค์ความรู้การแพทย์พื้นบ้านกับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านที่มีวัตถุดิบร่วมกัน และมีวิถีการรักษาดูแลสุขภาพคล้ายคลึงกัน
การจัดการงานวิจัยร่วมกับระบบการจัดการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษา  ผสมผสานกับวิถีการดูแลสุขภาพของกลไกในท้องถิ่น  ด้วยการใช้ทรัพยากรร่วมกัน  ทำให้คนในทุกหน่วยงานได้เรียนรู้ร่วมกันในสถานการณ์ที่เป็นปกติ  นั่นหมายถึงวิถีการดูแลสุขภาพในท้องถิ่นอยู่ในระบบการเรียนรู้ตลอดเวลา
การจัดการวิจัยร่วมกับการเรียนการสอนและบริการชุมชนในต่างประเทศ
ช่วงวันที่ ๑๒ – ๑๕ กันยายน ๒๕๕๓  OECD (Organization for Economic Cooperation and Development) โดย IMHE (Institute for Management of Higher Education) ได้จัดการประชุมเรื่อง  Higher Education  in a World Changed  Utterly : Do More For Less  ที่กรุงปารีส  Dr. Catherine Bates จาก  Ireland ได้นำเสนอผลงานเรื่อง   The Links Between The University and Society   “Students Learning With Communities”  in Dublin Institute of Technology  งานนี้ได้รับการสนับสนุนจากประชาคมยุโรป  ดำเนินงานในรูปแบบ  Community-based Learning (CBL) and  Community-based Research (CBR)   มีวิธีการประเมินผลการเรียนรู้ในรูปแบบต่างๆที่น่าสนใจ และบูรณาการการเรียนรู้ของนักศึกษาในชุมชนเพื่อนำไปสู่การประกอบอาชีพ   การจัดการดังกล่าวทำให้เกิดประโยชน์ถึง ๓ ด้านในการทำงานแบบูรณาการคือ
๑.
ผู้เรียน  ได้เรียนรู้ทักษะในสถานการณ์จริง ทั้งจากสถานประกอบการ อุตสาหกรรม  และชุมชน                         เป็นการสร้างทัศนคติ  “การศึกษาเพื่อรับใช้สังคม”
๒.
อาจารย์มหาวิทยาลัย ได้เรียนรู้สถานการณ์จริงจากสถานประกอบการ อุตสาหกรรมและชุมชน
๓.
สถานประกอบการ อุตสาหกรรม  และชุมชน เรียนรู้จากศาสตร์ วิทยาการต่างๆในมหาวิทยาลัย
Prof. Dr. Saran Kaur Gill   Deputy Vice Chancellor (Industry & Community Partnerships) University Kebangsaan Malaysia (UKM)  (The National University of Malaysia) ได้ใช้บทบาทของรองอธิการบดีฝ่ายความร่วมมือกับชุมชนและอุตสาหกรรม  ในการบูรณาการการวิจัยร่วมกับการเรียนการสอนทุกสาขาวิชาการในมหาวิทยาลัย  โดยความร่วมมือกับชุมชนและอุตสาหกรรม  และนำไปสู่การขยายผล โดยความร่วมมือกับ ASEAN University Network (AUN)

บทสรุป การจัดการระบบนิเวศการวิจัย เพื่อรับใช้สังคม ชุมชน ท้องถิ่น
จากประสบการณ์การบริหารจัดการงานวิจัยที่ผ่านมาพบว่า  การวิจัยเพื่อสร้างความรู้ นวัตกรรม  เป็นผลงานที่อยู่ได้ไม่นานก็หมดยุคหรือล้าสมัย แต่การจัดการวิจัยให้เป็นเครื่องมือสร้างความสามารถคน  คนที่มีความสามารถก็จะเป็นผู้สร้างความรู้และนวัตกรรมได้อย่างต่อเนื่องและทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และการสร้างคนด้วยกระบวนการวิจัยร่วมกับการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษา ก็จะเกิดระบบการสร้างคนที่ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ดังนั้นการจัดการวิจัยในระบบการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยให้คนมีความสามารถสร้างอาชีพในท้องถิ่นคือคำตอบของการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

จากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของสังคมทั่วโลกอย่างรวดเร็วตลอดเวลา มหาวิทยาลัยจึงต้องปรับกระบวนทัศน์ใหม่  ด้วยการจัดการวิจัยที่มีมุมมองดังนี้
  • มองภาพรวมบูรณาการเชื่อมโยงศาสตร์สาขา ตาม “ความต้องการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ชุมชน ”  ก่อนการตั้งโจทย์ย่อยตาม “ศาสตร์และสาขาวิชา ” การออกแบบการวิจัยต้องเข้าใจสภาพแวดล้อม หรือระบบนิเวศของงานวิจัย  ว่า “ความรู้ นวัตกรรม” ที่สร้างขึ้นมาจะนำไปขยายผลในสภาพแวดล้อมจริงได้อย่างไร  ต้องนำความรู้  ข้อค้นพบใหม่ไปใช้ในกลไกที่ขับเคลื่อนได้  สิ่งเหล่านี้เป็นการทำให้ผลงานวิจัย และข้อค้นพบใหม่ไปทำให้มีชีวิตชีวา  หมายความว่า เติบโตได้ และปรับตัวกับสภาพที่เปลี่ยนแปลงได้
  • ออกแบบงานวิจัยที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขและสภาพจริง  แทนที่จะเลือกเงื่อนไขที่เอื้อให้ประสบความสำเร็จ ดังเช่นโครงการนำร่องต่างๆ  ที่ไม่สามารถขยายผลได้  เพราะมีเงื่อนไขพิเศษกว่าสภาพจริง
  • จัดการวิจัยให้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ในการสร้างคนที่อยู่ในระบบและกลไกที่แก้ปัญหาจริงได้  การวิจัยที่เพียงแค่สร้างชิ้นงาน  นวัตกรรม  หรือความรู้ใหม่  อย่างโดดๆ  จะล้าสมัยในไม่ช้า  แต่การสร้างคนให้มีความสามารถจะเป็นผู้สร้างผลงานใหม่ๆได้ตลอดเวลา  นั่นคือบูรณาการการวิจัย กับการสร้างบัณฑิต ให้สามารถพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ชุมชน ท้องถิ่นได้
หัวใจสำคัญของการสร้างผลงานวิจัยในมหาวิทยาลัย  คือ  วิจัยในเรื่องที่ส่งผลต่อคุณภาพบัณฑิต  ดังนั้นการจัดการวิจัย เป็นเครื่องมือการเรียนรู้ของนักศึกษา  โดยใช้โจทย์และพื้นที่การทำวิจัยจริงในสังคม ชุมชน ท้องถิ่น ด้วยกระบวนการเช่นนี้มหาวิทยาลัยเป็นที่พึ่งของสังคม ชุมชน ท้องถิ่น ได้อย่างต่อเนื่องตลอดไป
ความเชื่อมโยงงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นสู่การพัฒนาทั้งพื้นที่  และการสร้างองค์ความรู้สู่สากล
งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็นกระบวนการเรียนรู้ของคนท้องถิ่นในการแก้ปัญหาเป็นเรื่องๆตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง   ส่วนการสร้างองค์ความรู้เป็นศาสตร์อย่างเป็นระบบเป็นบทบาทของนักวิชาการ ที่เข้าใจกระบวนการวิจัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่น  และสร้างกลไกการขยายผลไปสู่ชุมชนท้องถิ่นอื่น   การแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ  จำเป็นต้องมีความเข้าใจความเชื่อมโยงสัมพันธ์เชิงระบบ ซึ่งต้องมีระบบข้อมูลเพื่อการวางแผนการพัฒนาและแก้ปัญหาระยะยาว  และยังมีความจำเป็นต้องมีการวิจัยสร้างความรู้พื้นฐานในท้องถิ่น และการพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน เช่นความหลากหลายทางชีวภาพและการอนุรักษ์พันธุกรรมในท้องถิ่น
การออกแบบกระบวนการวิจัยเพื่อพัฒนาชุมชนท้องถิ่น ที่เข้าใจสภาพแวดล้อมในพื้นที่ทำวิจัย
กระบวนการวิจัยเพื่อพัฒนาชุมชนท้องถิ่น

เหตุผล

  • การทบทวนสถานการณ์หรือทุนเดิมว่าเรื่อง
ที่จะทำวิจัยเพื่อพัฒนาชุมชนท้องถิ่นเคยดำเนินงานอะไรมาบ้างแล้ว มีหน่วยงานใดดำเนินงานอยู่แล้ว มีระบบกลไกอะไรที่มีอยู่แล้ว
ปัจจุบันมีหลายหน่วยงานที่ทำงานในท้องถิ่น แต่ยังขาดการประสานเชื่อมโยงกัน  มักพบความซ้ำซ้อนของงาน  ในขณะที่บางเรื่องยังไม่มีคนทำ นอกจากนี้ยังมีภูมิปัญญาท้องถิ่นซึ่งเป็นทุนเดิม อันเป็นฐานสำคัญของการพัฒนาท้องถิ่นที่ยั่งยืน
  • การศึกษาสถานภาพความต้องการที่แท้

จริงของชุมชน หรือบริบทของชุมชนท้องถิ่น

เนื่องจากการวิจัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่นให้ได้เกิดผลนั้น  ต้องรู้จักสถานภาพความเป็นจริง  และความต้องการของชุมชนที่จะไปร่วมงานอย่างดีทุกแง่มุม งานวิจัยนั้นจึงจะมีผลต่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืนได้
  • การวิจัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่นเป็นกระบวนการสร้าง
ความรู้ภายใต้เงื่อนไขของแต่ชุมชนท้องถิ่น ซึ่งมีปัจจัยเงื่อนไขที่แตกต่างจากปัจจัยเงื่อนของนักวิชาการมาก ซึ่งทำงานภายใต้บริบทของสถาบันการศึกษา
ชุดความรู้ที่สร้างขึ้นในสถาบันการศึกษาเป็นความรู้ที่สร้างขึ้นภายใต้เงื่อนไขของนักวิชาการ  หากนำความรู้นี้ไปสอนให้ชาวบ้าน ชาวบ้านก็จะปฏิบัติไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องสร้างความรู้ในบริบทของชาวบ้านและทำงานร่วมกับชาวบ้าน
  • ความรู้เชิงระบบและกระบวนการมีความจำเป็น
ต่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น  ปัจจุบันนักวิชาการมักสร้างแต่ความรู้เชิงเนื้อหา
ความรู้เชิงเนื้อหาที่สร้างขึ้นมักจะไม่ได้ให้คำตอบว่ามีวิธีการนำไปสู่การปฏิบัติภายใต้เงื่อนไขอะไร  ซึ่งนำไปปฏิบัติไม่ได้เพราะติดเงื่อนไขในสภาพที่เป็นจริงที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
  • งานวิจัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่นไม่ใช่งานพัฒนา

ที่ซ้ำซ้อนกับกลไกของหน่วยงานรัฐที่มีอยู่แล้ว เช่นการให้ความรู้เกษตรกรด้วยวิธีการฝึกอบรม  โดยเน้นผลลัพธ์ที่ผู้รับการอบรมจำนวนมาก แต่ขาดการมองว่าผู้รับการฝึกอบรมจะนำไปปฏิบัติได้จริงหรือไม่

หน่วยงานรัฐโดยทั่วไปขาดบุคลากรด้านการวิจัย  ทำให้ไม่สามารถสร้างความรู้หรือทำวิจัยเพื่อนำมาใช้ในการปฏิบัติงาน  ดังนั้นสถาบันการศึกษาจึงควรเน้นการสร้างความรู้ที่ไปเสริมกลไกปกติของหน่วยงานที่รัฐมีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
  • การทำวิจัยในชุมชนใดชุมชนหนึ่งแล้ว ต้องตอบ

คำถามในภาพที่กว้างขึ้น การศึกษาควรครอบคลุมถึงปัจจัยเงื่อนไขของความสำเร็จหรือความไม่สำเร็จของเรื่องที่ดำเนินการอยู่ และมีการศึกษาว่าเมื่อขยายผลไปพื้นที่อื่น  มีปัจจัยสำคัญอะไรที่มีผลต่อความสำเร็จ

หากงานวิจัยตอบคำถามเฉพาะชุมชนใดชุมชนหนึ่ง โดยไม่อธิบายผลการศึกษาต่อภาพที่กว้างขึ้น จะไม่คุ้มค่าใช้จ่าย  ชุมชนอื่นที่ไม่ได้เข้าไปศึกษาก็เสียโอกาสที่จะได้รับผลจากการศึกษา  และประเทศชาติจะต้องใช้เวลาอีกมากกว่าจะพัฒนาท้องถิ่นทุกพื้นที่ทั้งประเทศได้
  • ไม่ควรใช้งบประมาณการวิจัยเพื่อการ

พัฒนาท้องถิ่นในการ ซื้อวัสดุ เครื่องมือ อุปกรณ์ ในราคาสูงมาก

เมื่อสิ้นสุดโครงการแล้ว  ชุมชนอื่นก็ไม่สามารถลงทุนได้ ปกติหน่วยงานรัฐมักใช้จ่ายเงินงบประมาณในการซื้อสิ่งของ แต่ไม่ใช้งบประมาณในการสร้างองค์ความรู้ของตนเอง

ความแตกต่างของการเข้าสู่ตำแหน่งวิชาการสายรับใช้สังคม กับสายปกติ
เรื่องความแตกต่าง
วิชาการสายปกติ
วิชาการสายรับใช้สังคม
องค์ความรู้ ที่ค้นพบ
เป็นความรู้สากล
เป็นความรู้ที่มีบริบทพื้นที่
วิธีการดำเนินงาน
ทำงานเฉพาะในกลุ่มนักวิชาการ
มีส่วนร่วมกับผู้เกี่ยวข้องและได้รับการยอมรับจากผู้ที่ได้รับประโยชน์
ความเชี่ยวชาญสาขาวิชา
สร้างความก้าวหน้าเฉพาะสาขาที่เชี่ยวชาญ
ใช้ความเชี่ยวชาญสาขาหลัก ไปบูรณาการกับหลากหลายสาขาวิชา ตามความต้องการของสังคม
ผลงานวิชาการ
เป็นองค์ความรู้ใหม่  เพื่อสร้างความก้าวหน้าในศาสตร์สาขาวิชาเฉพาะทาง
มีการใช้ประโยชน์หรือส่งผลกระทบต่อสังคมหรือสร้างการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นต่อสังคมชุมชน วิถีชีวิต คุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม ศิลปะ วัฒนธรรม เศรษฐกิจ เป็นที่ประจักษ์  และวัดได้
การแบ่งผลงานในกลุ่มผู้ร่วมงาน
แบ่งผลงานตามสัดส่วนที่ทำงาน
ไม่จำเป็นต้องแบ่งเป็นร้อยละ  ระบุการปฏิบัติงานที่เป็นจริง  สำหรับผลงานหลายสาขา ทุกคนเป็นหลักในแต่ละสาขา
การเผยแพร่ผลงาน
การเขียนบทความวิชาการตีพิมพ์ในวารสาร  การนำเสนอผลงานในที่ประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ ทั้งด้วยวาจา และจัดนิทรรศการ
การนำเสนอผลงานในพื้นที่หรือถ่ายทอดสู่กลุ่มที่ได้ประโยชน์  ประชาชนทั่วไป หรือผ่านสื่อมวลชนในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งการเผยแพร่ผลงานตามช่องทางปกติ
การรับรองผลงาน
ไม่ต้องมีบุคคลที่สามหรือหน่วยงานอื่นมารับรองผลงานวิชาการที่ได้ใช้ประโยชน์
ต้องมีบุคคลที่สามหรือหน่วยงานอื่นมารับรองผลงานวิชาการที่ได้ใช้ปรโยชน์
ผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา  ประเมินผลงาน
เป็นผู้ที่มีตำแหน่งทางวิชาการที่สูงกว่า และอยู่ในบัญชีรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิที่ กพอ.กำหนด
ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิชาการรับใช้สังคมตามบัญชีรายชื่อ ที่ กพอ. กำหนด ร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์ทำงานเพื่อสังคม  อาจเป็นปราชญ์ชาวบ้าน มูลนิธิ  และแหล่งสนับสนุนทุน

“ วิถี ”  คือ “ เป้าหมาย ” (The Path is the Goal)
เมื่อต้นเดือนเมษายน ๒๕๕๕ มีโอกาสไปเที่ยวงานพระนครคิรี  จังหวัดเพชรบุรี  พบการแสดงศิลปะแทงหยวก  ศิลปินผู้แทงหยวก  ได้ยื่นผลงานอันวิจิตรงดงามให้  พร้อมกับกล่าว ว่า “ มันเป็นอนิจจัง” อีก ๒ วันก็จะดำและเน่าเสีย  แต่เป้าหมายอยู่ที่  “กระบวนการแทงหยวก ”   ผู้แทงหยวก  จะได้แทงหยวกอยู่เรื่อยๆ อย่างมีความสุข
คำกล่าวของศิลปินผู้แทงหยวกสะท้อนให้เห็นว่า หัวใจสำคัญของการวิจัยเพื่อการพัฒนาทั้งพื้นที่  คือ “กระบวนการเรียนรู้”  ระหว่างคนในพื้นที่  นั่นคือ “ความสัมพันธ์ของคน” ในพื้นที่อย่างมีชีวิต  หาก “กระบวนการเรียนรู้” และ“ความสัมพันธ์ของคน” ในพื้นที่   มีอยู่อย่างต่อเนื่องจนเป็นวิถีปกติ  กระบวนการนี้ก็เป็นเป้าหมาย  เพียงอาศัยโครงสร้างที่เป็นกลไกทางการ  อาทิ กลไกองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น  กลไกภาคีภาคประชาชน กลไกภาคเอกชน  กลไกสถาบันการศึกษา  ซึ่งมีทรัพยากร  เครื่องมืออุปกรณ์  งบประมาณ  บุคลากร  หลักสูตรการเรียนการสอน  การผลิตกำลังคน  การสร้างอาชีพ  ความร่วมมือด้วยกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้อง  ทั้งหมดที่กล่าวนี้คือระบบนิเวศการวิจัยซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้  การวิจัยเพื่อรับใช้สังคมชุมชน ท้องถิ่นและการพัฒนาทั้งพื้นที่จึงก่อเกิดประโยชน์ได้อย่างแท้จริง
การจัดการงานวิจัยร่วมกับการเรียนการสอนเพื่อสร้างอาชีพธุรกิจอาหารในท้องถิ่น

ศึกษาสถานการณ์ธุรกิจอาหารในท้องถิ่น

การจัดการวิจัยร่วมกับ         การเรียนการสอน                  ในสถาบันการศึกษา

โจทย์วิจัย

แผนธุรกิจอาหารท้องถิ่น

ปรับหลักสูตรการสอน

นักศึกษามีประสบการณ์ทำธุรกิจในท้องถิ่น

ผลงานตีพิมพ์

ยกระดับธุรกิจอาหารท้องถิ่น

กลไก ภาคีในท้องถิ่น

วิจัยตามศาสตร์สาขาวิชา

สิ่งอำนวยความสะดวก

ติดตามสนับสนุนคุณภาพการวิจัย

โจทย์วิจัยจากท้องถิ่น

เครื่องมืออุปกรณ์

บุคลากรวิจัย

ทุนวิจัย

พัฒนาท้องถิ่น

พัฒนาอาชีพ

ตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิชาการ

การพัฒนาหลักสูตรตำรา/ศาสตร์

นวัตกรรมการจัดการเรียนการสอน

ผลการเรียนรู้ของนักศึกษา

การจัดการระบบวิจัยในสถาบันการศึกษา

วิจัยเพื่อสร้างความรู้ นวัตกรรม

วิจัยร่วมกับการเรียนการสอนเพื่อสร้างคน

“การจัดการวิจัย”  เพื่อสร้าง “คน” ให้สร้าง “ผลงาน”  นำไปสร้างอาชีพในท้องถิ่น