โดย พัชริน ดำรงกิตติกุล*
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
กุมภาพันธ์ 2552
ความหมาย“งานวิจัยท้องถิ่น” กับ “งานวิจัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น”
“งานวิจัยท้องถิ่น” เป็นกระบวนการที่ชาวบ้านทำวิจัย เพื่อแก้ไขปัญหาของตนเอง โดยชาวบ้านเป็นผู้กำหนดโจทย์วิจัยเอง อันเนื่องมาจากความเดือดร้อนที่ชาวบ้านเผชิญอยู่(จนทนไม่ไหว) จึงทำให้ชาวบ้านมีแรงบันดาลใจค้นหาข้อมูลด้วยตนเองเพราะชาวบ้านต้องการแก้ปัญหาจริงๆ“งานวิจัยท้องถิ่น” จึงเป็น“กระบวนการเรียนรู้”ของชาวบ้านจาก“ข้อมูล”ที่ชาวบ้านเก็บมาเอง โดยมี“พี่เลี้ยง” มาช่วยสร้างกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งเป็น“กระบวนการเรียนรู้”ของชาวบ้านในการค้นหาวิธีการแก้ปัญหาภายใต้สถานการณ์ เงื่อนไข ทรัพยากร ข้อจำกัด และศักยภาพของแต่ละท้องถิ่น ดังนั้นโจทย์วิจัยของ“งานวิจัยท้องถิ่น” จึงเป็นโจทย์จริงของแต่ละท้องถิ่น เมื่อชาวบ้านทำวิจัยเองก็แก้ปัญหาเองในระหว่างการทำวิจัย ผลการวิจัยท้องถิ่นจึงเกิดประโยชน์ต่อชาวบ้านโดยตรง
ส่วน“งานวิจัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น” เป็นบทบาทของหน่วยงานที่มีบทบาทหน้าที่พัฒนาท้องถิ่น จึงต้องครอบคลุมในวงกว้าง มีความเชื่อมโยงกับกลไกเชิงโครงสร้างสถาบันและหน่วยงานที่มีบทบาทพัฒนาท้องถิ่น เช่น องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานรัฐที่ปฏิบัติงานพัฒนาท้องถิ่น (พัฒนาชุมชน ส่งเสริมการเกษตร สาธารณะสุข โรงเรียน) กลไกภาคเอกชน กลไกการตลาด เป็นต้น โจทย์วิจัยจึงมาจากหลากหลายมุมมอง ดังนี้
- มุมมองผู้วางนโยบาย ยุทธศ่าสตร์ แผนงาน และการพัฒนาระบบข้อมูลเพื่อพัฒนาท้องถิ่น
- มุมมองผู้ผลิต พัฒนาคุณภาพสินค้า การตลาด การลงทุน การสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่น
- มุมมองภาคการศึกษา มองกระบวนการพัฒนากำลังคน คุณภาพการจัดการศึกษา การพัฒนาหลักสูตร การสร้างองค์ความรู้และศาสตร์สำหรับการพัฒนาท้องถิ่น
ดังนั้นจึงควรจะนำ“งานวิจัยท้องถิ่น”เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ“งานวิจัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่น” เพื่อให้การพัฒนาท้องถิ่นมีการปฏิบัติการอยู่ในระดับวงเล็กๆ โดยมี “คนท้องถิ่น”เป็นเป้าหมายสำคัญ “คนท้องถิ่น”จึงเป็นผู้ขับเคลื่อนการพัฒนาท้องถิ่นด้วยตนเองโดยใช้“กระบวนการเรียนรู้”เป็นการ“สร้างเสริมพลัง”ให้ชาวบ้าน“มองเห็นปัญหาของท้องถิ่น” “รู้สาเหตุของปัญหา” “ค้นหาวิธีแก้ปัญหา” ด้วยชาวบ้านเอง หากมีกระบวนการวิจัยท้องถิ่นกระจายอย่างทั่วถึงแล้ว จะทำให้ชาวบ้าน “พึ่งตนเอง” ทั่วทุกท้องถิ่น สามารถกำหนดทิศทางพัฒนาท้องถิ่นตนเองได้อย่างยั่งยืน มิต้องรอคอยการช่วยเหลือจากภายนอกด้านเดียว
สรุปมิติที่แตกต่างระหว่าง “งานวิจัยท้องถิ่น” กับ “งานวิจัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น”
มิติ
|
“งานวิจัยท้องถิ่น”
|
“งานวิจัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น”
|
การกำหนดโจทย์วิจัย
|
ชาวบ้านที่มีความเดือดร้อน มองเห็นปัญหาและกำหนดโจทย์วิจัยเอง
|
ผู้ที่มีบทบาทพัฒนาท้องถิ่นทั้งหน่วยวางแผน หน่วยปฏิบัติงานพัฒนาท้องถิ่น และภาคการศึกษากำหนดโจทย์วิจัยตามบทบาทหน้าที่ของตนเอง
|
ผู้ทำวิจัย/นักวิจัย
|
ชาวบ้านเก็บข้อมูลเอง เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสร้างการเรียนรู้ โดยมีพี่เลี้ยงจากภายนอกมาจัดกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกับชาวบ้าน
|
ผู้ที่มีบทบาทในท้องถิ่นค้นหาคำตอบเพื่อพัฒนาท้องถิ่น และอาจร่วมกับผู้เกี่ยวข้องค้นหาคำตอบ ขึ้นอยู่กับโจทย์นั้นเป็นลักษณะใด
|
พื้นที่ทำวิจัย
|
เป็นจุดเล็กๆในพื้นที่ที่พบปัญหา
|
อยู่ภายใต้พื้นที่ที่หน่วยงานรับผิดชอบ อาจอยู่ในระดับตำบล อำเภอ จังหวัด กลุ่มจังหวัดหรือลุ่มน้ำ
|
เป้าหมายของการวิจัย
|
ใช้กระบวนการวิจัยเป็นเครื่องมือสร้างการเรียนรู้และเสริมพลังให้คนท้องถิ่นแก้ปัญหาด้วยตนเอง
|
เพื่อกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ แผนงาน สร้างระบบบริหารการจัดการ สร้างความรู้เพื่อการพัฒนาท้องถิ่น และพัฒนาความสามารถคน
|
การใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัย
|
คนท้องถิ่นใช้ทันทีในระหว่างทำวิจัยเพราะเป็นกระบวนการแก้ปัญหาโดยใช้ข้อมูลในท้องถิ่น
|
อาจใช้ทันทีในระหว่างทำวิจัย หรือรอปัจจัยอื่นพร้อมจึงใช้ได้ เช่น งบประมาณแผ่นดิน
|
ความแตกต่างที่เสริมประโยชน์กันของ “งานวิจัยท้องถิ่น” กับ “งานวิจัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น”
ลักษณะความแตกต่างที่เสริมประโยชน์กันได้
|
คำอธิบาย
| |
“งานวิจัยท้องถิ่น”
ทำโดยคนท้องถิ่น
เห็นสถานการณ์ระดับ “ตาหนอน”
|
“งานวิจัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่น”ทำโดยนักวิชาการ ระดับสถาบันเห็นสถานการณ์ระดับ “ตานก”
|
ความเป็นจริงในท้องถิ่นต้องสามารถมองเห็นสถานการณ์ได้ด้วยทั้ง“ตาหนอน” และ“ตานก” และมีการเชื่อมโยงความจริงทั้ง 2 ระดับในมิติที่ต่างๆกันให้มองเห็นภาพที่คมชัด ในทุกซอกทุกมุมได้ หากมีปัญหาจะได้ไม่ถูกบดบัง (เหมือนฟันผุ)
|
ทำในวงเล็กๆ เป็นTransformation จากภายใน
|
สามารถใช้กระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเชิงระบบ
|
หน่วยงานที่มีสถานภาพเป็นสถาบันที่มีภารกิจตามกฎหมายสามารถจัดกระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะซึ่งต้องรวมพลังจากการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่มีส่วนได้ส่วนเสีย
|
ลักษณะความแตกต่างที่เสริมประโยชน์กันได้
|
คำอธิบาย
| |
ขยายจากจุดเล็กๆ
|
ครอบคลุมทั้งระบบผ่านกลไกปกติ และให้ความสำคัญกับวงการอื่นด้วย
|
หน่วยงานที่มีบทบาท(หน้าที่)พัฒนาท้องถิ่นได้รับงบประมาณปกติจากแผ่นดิน นับว่าเป็นกลไกที่สามารถใช้ความสำเร็จจากจุดเล็กๆไปขยายครอบคลุมทั้งระบบอย่างต่อเนื่องได้
|
วิจัยเพื่อหาทางอยู่รอด
|
วิจัยเพื่อขอผลงานวิชาการ
|
เมื่อนักวิชาการมีหน้าที่เผยแพร่ความรู้ผ่านการตีพิมพ์โดยการทำผลงานวิชาการเป็นเครื่องมือ จึงควรใช้กลไกนี้ให้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาท้องถิ่นด้วย (2-3 in 1)
|
อ้างอิงประสบการณ์
|
อ้างอิงทฤษฎี
|
เมื่อมองเฉพาะในพื้นที่แต่ละจุด ประสบการณ์ของชาวบ้านในท้องถิ่นมีความสำคัญกว่าทฤษฎี แต่หากจะสื่อสารกับโลกภายนอกควรอ้างถึงทฤษฎีที่คนทั่วไปสามารถรับรู้ร่วมกันได้
|
ไม่จำเป็นต้องใช้ฐานคิดแบบวิทยาศาสตร์ มีมิติจิตวิญญาณ คุณความดี และความงาม
|
ใช้กระบวนการวิทยาศาสตร์ (Scientific)
|
คนท้องถิ่นหาความรู้เพื่อแก้ปัญหาตนเอง แต่นักวิชาการมีหน้าที่เผยแพร่ความรู้สู่สาธารณะ จึงจำเป็นต้องเป็นความรู้ที่เป็น Scientific เพื่อสื่อสารกับความรู้สากลหรือความรู้กับภายนอกได้
|
ต้องมีแหล่งทุนมาสนับสนุนตลอดเวลา
|
การสนับสนุนทุนวิจัยเป็นกลไกปกติของการพัฒนาท้องถิ่น
|
หน่วยงานที่มีบทบาทพัฒนาท้องถิ่นตามกฎหมายสามารถใช้งบประมาณแผ่นดินได้อย่างต่อเนื่องซึ่งสามารถนำไปสู่ชาวบ้าน
|
ข้อเสนอเพื่อความยั่งยืนของการทำงาน“วิจัยท้องถิ่น” ร่วมกับ “วิจัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น”
เมื่อสกว.เป็นหน่วยงานที่มีบทบาท “สร้างการเปลี่ยน” แล้ว สกว.อาจต้องนำประสบการณ์การทำงานวิจัยท้องถิ่นเข้าสู่ระบบหน่วยงานหรือสถาบันที่มีบทบาทหน้าที่เกี่ยวกับการพัฒนาท้องถิ่นให้สามารถทำงาน“วิจัยท้องถิ่น” เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาท้องถิ่น
โดย สกว. อาจเชื่อมโยงความร่วมมือกับหน่วยงานหรือสถาบันที่มีบทบาทหน้าที่เกี่ยวกับการพัฒนาท้องถิ่นซึ่งมีงบประมาณปกติอยู่แล้ว เพื่อเป็นกลไกทำงานกับชาวบ้านได้อย่างต่อเนื่อง และจากประสบการณ์ทำงานวิจัยท้องถิ่นพบว่า “พี่เลี้ยง” เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการทำงานกับชาวบ้าน ดังนั้นการสร้าง Node และ“พี่เลี้ยง” จึงเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนงานวิจัยท้องถิ่นสู่ทั้งระบบในสังคม
การขับเคลื่อนงานวิจัยท้องถิ่นสู่ระบบสถาบันการศึกษาท้องถิ่น
มหาวิทยาลัยราชภัฏเป็นอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ตาม พรบ.ฯ หากมีการนำกระบวนการวิจัยท้องถิ่น เชื่อมโยงอยู่ในโครงสร้างของสถาบันวิจัยและพัฒนาและบัณฑิตศึกษาของมหาวิทยาลัยราชภัฏ โดยมีพี่เลี้ยงงานวิจัยท้องถิ่นเข้ามาทำงานร่วมกับสถาบันวิจัยฯ ในลักษณะร่วมทุนวิจัยกับ สกว. ด้วยกระบวนเช่นนี้ทำให้อุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นได้ทำหน้าที่สมบูรณ์ขึ้น และเป็นการขยายผลกระบวนการวิจัยท้องถิ่นสู่ระบบสถาบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำ
กระบวนการวิจัยท้องถิ่นอยู่ในระบบการศึกษาและระบบวิจัยของสถาบันการศึกษา ก็จะสามารถดำเนินงานและมีการพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง โดย สกว.มีบทบาทร่วมทุนวิจัยในลักษณะบริหารจัดการงานวิจัยให้มีคุณภาพ
* ผู้ประสานงานการจัดการงานวิจัยสถาบันการศึกษา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
No comments:
Post a Comment